วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565

ขี้เถ้า

 ปุ๋ยจากขี้เถ้า

https://castu.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-k%e0%b8%88%e0%b8%b2-2/

https://sites.google.com/site/xutsahkrrmpuy501/home/puy-xinthriy

http://bitcoretech.com/the-formula-of-charcoal-ash-helps-to-eliminate-the-entire-garden/

https://www.pantown.com/m/group.php?id=85380&area=3

http://archives.mfu.ac.th/database/files/original/f9dbdbe3fd8de94a860b9241ac9a1a09.pdf





วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เชื้อราเมตตาไรเซียม

เชื้อราเมตตาไรเซียม   

คัดลอกจาก http://www.bio-agri.com/news/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%8B%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2.html

     สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาแนะนำเชื้อราเมตตาไรเซียมบางท่านอาจเคยคุ้นๆหูกันมาบ้างแล้วแต่บางท่านอ่จจพยังไม่รู้จัก เชื้อราเมตตาไรเชียมคุณสมบัติหลักคือใช้กำจัดแมลงเช่นเดียวกันเชื้อราบิวเวอเรีย แต่เชื้อราเมตตไรเซียมมีความสามาถในการกำจัดแมลงได้ดีกว่าเชื้อราบิวเวอร์เรียเนื่องจากคุณสมบัติของเชื้อราเมตตาไรเซียมคือทนอุณภุมิได้สูงกว่าและยังอาศัยอยู่ในดิน แต่เชื้อราเมตตาไรเซียมนั้นจะใช้เวลาในการติดเชื้อและทำให้แมลงตายนานกว่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Metarhizium anisopliae
      เชื้อราเมตตาไรเซียม เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับแมลงได้หลายชนิด ซึ่งขึ้นกับชนิดและสายพันธุ์ของเชื้อราเมตตาไรเซียมด้วย ลักษณะโดยทั่วไปของเชื้อราเมตตาไรเซียม คือเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีสีเขียวหม่น สามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นาน เป็นเชื้อราที่ไม่ทำอันตรายต่อไส้เดือนฝอย สัตว์ต่างๆ และมนุษย์
ประโยชน์
เชื้อราเมตตาไรเซียม Metarhizium anisopliae สามารถเข้าทำลายด้วงหนวดยาว ได้ทุกระยะ ตั้งแต่ระยะไข่
จนถึงตัวเต็มวัย และสามารถทำลายหนอนได้มากกว่า 90% จัดว่าเป็นเชื้อราที่มีประสิทธิภาพในการควบคุม
ศัตรูพืชชนิดหนึ่ง
*** ข้อมูลจากศูนย์บริหารศตรูพืช จังหวัดขอนแก่น

เชื้อราเมตตาไรเซียมที่เลี้ยงด้วยกระบวนการพิเศษ
มาดูเชื้อที่เพาะได้ตามปกติ ซึงก็เพาะยากแล้วเท่าที่ทราบมายังไม่มีที่ใดเพาะแล้วได้ผลเกิน 90 % แต่เราทำได้แล้ว(หลังจากทดลองมากว่าปีเต็มๆ ตอนนี้ได้ผล 99%)
     กระบวนการเพาะเชื้อเราไม่ปิดบังครับเข้าไปดูได้ที่บทความ "เชื้อรากำจัดแมลงและป้องกันโรค" ในหน้าแรก มีทั้งเทคนิดและคำแนะนำจากประสบการณ์ที่กว่าจะเพาะเชื้อเมตตาไรเซียมในบริมาณมากๆได้
   
     เชื้อเดินเต็มที่ได้เท่านี้ครับ ที่เห็นขาวๆนั้นคือตัวอ่อนของเชื้อราเมตตาไรเซียม ถ้าโตเต็มที่จะเป็นสีเขียว จากรูปหากเลี้ยงต่อไปอีกก็จะยังเป็นแบบนี้ไม่โดตจนเขียวแต่ถ้านานจัดข้าวโพดจะเน่าแล้วเสียเลย แต่ลักษณะตามรูปด้านบนนี้ถือว่าเชื้อสมบูรณ์ครับ
     ถึงได้เชื้อที่เพาะแล้วได้ผลเกิน 99 %แล้วยังไม่พอ ต้องมีกระบวนการเลี้ยงเชื้อต่อให้โตเต็มที่ทั้งหมด ผลที่ได้ตามรูปด้านล่างครับ เชื้อราเมตตาไรเซียมที่โตเต็มที่ทั้งถุง
  
    าเชื้อมีการโดเต็มที่หมดทั้งถุงและเป็นสีเขียวคลำหมดทั้งถุงเชื้อราเมตตาไรเซียมฟูรอบเมล็ดข้าวโพดทุกเมล็ด ถ้าได้ลองมาจับดูจะเห็นได้ทันที่ว่าเมื่อขยับถุงเชื้อราจะฟุ้งทันทีรกจะได้เชื้อโตเต็มที่ก็จริงแต่เชื้อรายังอยู่แค่รอบนอกของเมล็ดข้าวโพด เราจึงมีกระบวนการอีกอย่างที่ทำให้เชื้อราโตเข้าไปข้างในเมล็ดข้าวโพดเชื้อราเมตตาไรเซียมที่โตเต็มที่ถึงข้างในเมล็ด
     รูปด้านบนคือเชื้อราที่ผ่านกระบวนเพาะเลี้ยงสมบูรณ์แล้ว

     ซูมเข้าไปให้เห็นกันจะจะว่าเชื้อมีปริมาณเข้มข้นแค่ไหน

     รูปนี้หยิบมาใช้นิวบี้แล้วถ่ายรูปมาให้ดู จะเป็นว่าเชื้อราเข้าไปยันในเมล็ดข้าวโพด ซึ่งถ้าเป้นการเพาะแบบปกติจะไม่สามารถใช้นิ้วปีเมล็ดข้าวโพดได้ซึ่งมันจะแข็งมาก(ต้องใช้ค้อนทุบถึงจะแตก)
     กระบวนการสุดท้ายคือการนำไปทำให้แห้งโดยที่เชื้อรายังไม่ตายโดยการอบแบบควบคุมอุณหภูมิ แล้วบดผงด้วยเครื่องจักร ด้านล่างเป้นเชื้อเมตตาไรเซียมที่เตรียมสำหรับทำผงซึ่งไม่ผสมอะไรเลย...


การเพาะเชื้อราเมตตาไรเซียม...(รูปต่างๆเดี่ยวตามมาทีหลัง)
การเพาะเชื้อด้วยข้าวโพด (ทำไมถึงเลือกใช้ข้าโพด? หาง่ายราคาถูก ทำเป็นผงง่าย)

การเพาะเชื้อจริงแล้วไม่ต่างจากการเพาะเชื้อราบิวเวอร์เรีย ดูที่เทคนิคที่ได้จากประสบการณ์เพาะเชื้อจริงจากการทดลองมาหลายปี

1. การเลือกข้าวโพด ควรจะมาจากไรเพราะถ้าซื้อจากลานมักจะอบยา(อะไรไม่ทราบ)จะทำให้เชื้อราไม่ขยายต่อ เชื้อราที่เพาะไว้จะเดินได้ไม่เต็มที่และข้าวโพดจะเน่าเสีย

2. การแช่ นำข้าวโพดล้างน้ำสะอาด(น้ำปะปาไม่ควรใช้น้ำคลอง) 1 รอบ เอาผงละอองและเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์(เมล็ดที่ลอยน้ำ) แล้วนำข้าวโพดที่ล้างแล้ว แช่น้ำสะอาดไว้ 1 คืน แล้วนำมาผึ่งโดยใช้ผ้าใบรอง(สะอาดนิดหนึ่ง)ให้พอมาด(ไม่แห้งแต่ไม่แฉะ)

3. การกรอกใส่ถุง กรอกใส่ถุง(ถุงที่ใช้เพาะเห็ดทดความร้อน)ประมาณ 250-300 กรัม อันนี้จะต่างจากการเพาะเชื้อบิวเวอร์เรียที่ใส่ได้ถึง 500 กรัม เนื่องจากเชื้อเมตตาไรเซียมขยายตัวช้ากว่าบิวเวอร์เรีย หากใส่เยอะเชื้อจะเดินได้ไม่เต็ม ถ้ารอนานข้าวโพดจะเน่า ใส่คอขวด อุดปากถุงด้วยสำลีหรือเศษผ้า

4. การนึ่ง นำถุงที่บรรจุข้าวโพดแล้วไปนึ่ง หากใช้หม้อนึ่งความดันจะดีมาก ควบคุมความดันที่ 1.25 bar อุณหภมิ 110-120 C ใช้เวลา 1 ชม. หากเป็นหม้อนึ่งแบบลูกทุ่ง(ถังน้ำมัน 200 ลิตร) ใช้เวลานึ่ง 2-3 ชม. ไม่ควรนึ่งนานเพราะพวดโพดจะสุกจนนิ่ม สังเกตุเวลานำออกจากหม้อนึ่งหากมีนำขังหรือข้าวโพดเละก็ไม่ควรนำไปเขี่ยเชื้อเพราะถึงเขี่ยไปก็เสียเวลาเสียแรงเชื้อจะไม่เดิน แต่ถ้านึ่งเร็วเกินไปเชื้ออื่่นๆในข้าวโพดยังไม่ตายก็เสียอีกเหมือนกันเพราะจะมีเชื้อราอื่นๆป่นอยู่และมักจะโตเร็วทำให้เชื้อที่เราเขี่ยเดินได้น้อย พักไว้ให้เย็น

5. การเขี่ยเชื้อ แนะนำให้ทำห้องสะอาดสำหรับการเขี่ยเชื้อโดยเฉพาะ สาเหตุคือการเขี่ยเชื้อในที่โล่งจะมีเชื้อราอื่นๆที่ปลิวมาตามลมเข้าไปปนได้(อันนี้เรื่องจริงจากประสบการณ์เขี่ย ในที่โล่งจะมีเชื้ออื่นปนประมาณ 30% เขี่ยในห้องมีประมาณ 1-2%) และต้องเขี่ยในตู้เขี่ยอีกที
  5.1 อุปกรณ์เขี่ยเชื้อ 
   1) หัวเชื้อราเมตาไรเซียม แนะนำให้ใช้หัวเชื้อจากศูนย์บริหารศตรูพืช ชัยนาท หรือ พิษณุโลก (ลองมาจากหลายแหล่งแล้วสรุปว่า 2 ที่นี้ดีที่สุด)
   2) ตู้เขี่ยเชื้อ ติดตั้งหลอดไฟส่องสว่าง และหลอด UV ฆ่าเชื้อ
   3) ตะเกียงแอลกอฮอ
   4) ไฟเช็ค
   5) แอลกอฮอ 1 แก้วเล็ก
   6) แอลกอฮอในกระบอกฉีด(ฟอกกี้)
   7) เข็มเขี่ยเชื้อ
  5.2 การเตรียมการ นำ ตะเกียงแอลกอฮอ แอลกอฮอ 1 แก้วเล็ก เข็มเขี่ยเชื้อ ไฟเช็ค วางไว้ในตู้เขี่ย ใช้แอลกอฮอในกระบอกฉีดฉีดภายในตู้เขี่ยให้ทั่ว เปิดไฟ UV เอาผ้าคลุมกันแสงออกมาภายนอกซึ่งแสง UV หากโดนมากๆอาจเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ใช้เวลาเปิด UV 30 นาที่ เตรียมข้าวโพดที่นึ่งแล้ววางในตู้ให้กระจายๆกัน อย่าให้ติดกัน ประมาณค่อนตู้เขี่ย ใช้แอลกอฮอในกระบอกฉีดฉีดภายในตู้ที่วางถุงข้าวโพด ปิดตู้ให้สนิทเปิดแสง UV อีกรอบ 30 นาที่
  5.3 การเขี่ยเชื้อ ใช้แอลกอฮอในกระบอกฉีดฉีดมือทั้ง 2 ข้าง และขวดหัวเชื้อราเมตาไรเซียม ก่อนยื่นมือเข้าตู้ ใช้ไฟเช็คจุดกะเกียงแอลกอฮอ นำเข็มเขี่ยเชื้อรนไฟฆ่าเชื้อจนแดงแล้วหยุดรบรอจนเย็น ดับไฟตะเกียง ใช้เข็มเขี่ยเชื้อตัดวุ้นเชื้อราประมาณ 3 x 3 มิลลิเมตรแล้วนำมาใส่ในถุงข้าวโพดโดยให้เชื้อฝังอยู่ตรงกลางถุง ปิดจุกถุงแล้ววางไว้ในตู้ก่อน การวางเข็มเขี่ยคือให้แช่ที่แก้วแอลกอฮอ ถุงต่อไปเข็มเขี่ยไม่ต้องลนไฟแล้ว ทำต่อไปเรื่อยๆจนหมดแล้วค่อยเอาข้าวโพดที่เขี่ยเชื้อแล้วออกจากตู้ หากจะนำของเช่นหัวเชื้อหมดจะนำขวดใหม่เข้าไปก็ต้องฉีด แอลกอฮอก่อนทั้งที่มือและขวด
6. การเลี้ยงเชื้อ ให้วางเชื้อไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ การวางให้เว้นระยะช่องไฟนิดหนึ่งเพื่อให้อากาศผ่านได้ เพราะเมื่อเชื้อเริ่มเดินอุณภูมิของข้าวโพดที่มีเชื้อราจะสูงขึ้น และให้โดนแสงตามปกติไม่ควรให้มืดตลอดเวลา ตั้งทิ้งไว้ 15 วันจะนานกว่าบิวเวอร์เพราะเชื้อโตช้ากว่าจะได้เชื้อตามรูป

ปัจจุบันมีหัวเชื้อขวด สามารถขอได้ที่สำนักงานกษตร ใกล้บ้านท่านครับ

เชื้อราบิวเวอร์เรีย

การเพาะเชื้อราบิวเวอร์เรีย...  คัดลอกจาก http://www.bio-agri.com/beauveria/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2.html

เพื่่อเป็นความรู้  เป็นเชื้อที่เพาะยากมากสำหรับผม  ดังนั้นแนะนำให้ซื้อใช้ดีกว่าครับ
การเพาะเชื้อด้วยข้าวโพด

ดูที่เทคนิคที่ได้จากประสบการณ์เพาะเชื้อจริงจากการทดลองมาหลายปี

1. การเลือกข้าวโพด ควรจะมาจากไรเพราะถ้าซื้อจากลานมักจะอบยา(อะไรไม่ทราบ)จะทำให้เชื้อราไม่ขยายต่อ เชื้อราที่เพาะไว้จะเดินได้ไม่เต็มที่และข้าวโพดจะเน่าเสีย

2. การแช่ นำข้าวโพดล้างน้ำสะอาด(น้ำปะปาไม่ควรใช้น้ำคลอง) 1 รอบ เอาผงละอองและเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์(เมล็ดที่ลอยน้ำ) แล้วนำข้าวโพดที่ล้างแล้ว แช่น้ำสะอาดไว้ 1 คืน แล้วนำมาผึ่งโดยใช้ผ้าใบรอง(สะอาดนิดหนึ่ง)ให้พอมาด(ไม่แห้งแต่ไม่แฉะ)

3. การกรอกใส่ถุง กรอกใส่ถุง(ถุงที่ใช้เพาะเห็ดทดความร้อน)ประมาณ 500 กรัม ใส่คอขวด อุดปากถุงด้วยสำลีหรือเศษผ้า

4. การนึ่ง นำถุงที่บรรจุข้าวโพดแล้วไปนึ่ง หากใช้หม้อนึ่งความดันจะดีมาก ควบคุมความดันที่ 1.25 bar อุณหภมิ 110-120 C ใช้เวลา 1 ชม.หากเป็นหม้อนึ่งแบบลูกทุ่ง(ถังน้ำมัน 200 ลิตร) ใช้เวลานึ่ง 2-3 ชม. ไม่ควรนึ่งนานเพราะพวดโพดจะสุกจนนิ่ม สังเกตุเวลานำออกจากหม้อนึ่งหากมีนำขังหรือข้าวโพดเละก็ไม่ควรนำไปเขี่ยเชื้อเพราะถึงเขี่ยไปก็เสียเวลาเสียแรงเชื้อจะไม่เดิน แต่ถ้านึ่งเร็วเกินไปเชื้ออื่่นๆในข้าวโพดยังไม่ตายก็เสียอีกเหมือนกันเพราะจะมีเชื้อราอื่นๆป่นอยู่และมักจะโตเร็วทำให้เชื้อที่เราเขี่ยเดินได้น้อย พักไว้ให้เย็น

5. การเขี่ยเชื้อ แนะนำให้ทำห้องสะอาดสำหรับการเขี่ยเชื้อโดยเฉพาะสาเหตุคือการเขี่ยเชื้อในที่โล่งจะมีเชื้อราอื่นๆที่ปลิวมาตามลมเข้าไปปนได้(อันนี้เรื่องจริงจากประสบการณ์เขี่ย ในที่โล่งจะมีเชื้ออื่นปนประมาณ 30% เขี่ยในห้องมีประมาณ 1-2%) และต้องเขี่ยในตู้เขี่ยอีกที

5.1 อุปกรณ์เขี่ยเชื้อ
   1) หัวเชื้อราบิวเวอร์เรีย แนะนำให้ใช้หัวเชื้อจากศูนย์บริหารศตรูพืช ชัยนาท
   2) ตู้เขี่ยเชื้อ ติดตั้งหลอดไฟส่องสว่าง และหลอด UV ฆ่าเชื้อ
   3) ตะเกียงแอลกอฮอ
   4) ไฟเช็ค
   5) แอลกอฮอ 1 แก้วเล็ก
   6) แอลกอฮอในกระบอกฉีด(ฟอกกี้)
   7) เข็มเขี่ยเชื้อ

5.2 การเตรียมการ นำ ตะเกียงแอลกอฮอ แอลกอฮอ 1 แก้วเล็ก เข็มเขี่ยเชื้อ ไฟเช็ค วางไว้ในตู้เขี่ย ใช้แอลกอฮอในกระบอกฉีดฉีดภายในตู้เขี่ยให้ทั่ว เปิดไฟ UV เอาผ้าคลุมกันแสงออกมาภายนอกซึ่งแสง UV หากโดนมากๆอาจเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ใช้เวลาเปิด UV 30 นาที่ เตรียมข้าวโพดที่นึ่งแล้ววางในตู้ให้กระจายๆกัน อย่าให้ติดกัน ประมาณค่อนตู้เขี่ย ใช้แอลกอฮอในกระบอกฉีดฉีดภายในตู้ที่วางถุงข้าวโพด ปิดตู้ให้สนิทเปิดแสง UV อีกรอบ 30 นาที่

5.3 การเขี่ยเชื้อ ใช้แอลกอฮอในกระบอกฉีดฉีดมือทั้ง 2 ข้าง และขวดหัวเชื้อราบิวเวอร์เรีย ก่อนยื่นมือเข้าตู้ ใช้ไฟเช็คจุดกะเกียงแอลกอฮอ นำเข็มเขี่ยเชื้อรนไฟฆ่าเชื้อจนแดงแล้วหยุดรบรอจนเย็น ดับไฟตะเกียง ใช้เข็มเขี่ยเชื้อตัดวุ้นเชื้อราประมาณ 3 x 3 มิลลิเมตรแล้วนำมาใส่ในถุงข้าวโพดโดยให้เชื้อฝังอยู่ตรงกลางถุง ปิดจุกถุงแล้ววางไว้ในตู้ก่อน การวางเข็มเขี่ยคือให้แช่ที่แก้วแอลกอฮอ ถุงต่อไปเข็มเขี่ยไม่ต้องลนไฟแล้ว ทำต่อไปเรื่อยๆจนหมดแล้วค่อยเอาข้าวโพดที่เขี่ยเชื้อแล้วออกจากตู้ หากจะนำของเช่นหัวเชื้อหมดจะนำขวดใหม่เข้าไปก็ต้องฉีด แอลกอฮอก่อนทั้งที่มือและขวด

6. การเลี้ยงเชื้อ ให้วางเชื้อไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ การวางให้เว้นระยะช่องไฟนิดหนึ่งเพื่อให้อากาศผ่านได้ เพราะเมื่อเชื้อเริ่มเดินอุณภูมิของข้าวโพดที่มีเชื้อราจะสูงขึ้น และให้โดนแสงตามปกติไม่ควรให้มืดตลอดเวลา ตั้งทิ้งไว้ 10-15 วัน จะได้เชื้อบิวเวอร์เรียสมบูรณ์



เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับแมลง ซึ่งสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด ในอันดับ Homoptera Lepidoptera Coleoptera และ Diptera ซึ่งได้แก่แมลงจำพวกเพลี้ยต่างๆ หนอนผีเสื้อ ด้วง และแมลงวัน หรือยุง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสามารถกำจัดปลวก และมดคันไฟได้ ทำให้มดและปลวกตายยกรังได้
   กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอร์เรีย คือ เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 50 % ขึ้นไป) จะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 - 14 วัน เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืช เศรษฐกิจหลายชนิด เช่น แมลงศัตรูพืชเป้าหมายในข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ ในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น
*** ข้อมูลจาก  http://donchedi.suphanburi.doae.go.th/bb.htm

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การขยายเชื้อไตรโคเดอม่า

การขยายเชื้อไตรโคเดอม่า
ข้าว(แข็ง)3ถ้วย  3:2  น้ำสะอาด2ถ้วย
หรือ5:3ก็ได้  บางท่านแนะนำผมอีกว่า 3:1 แต่ผมคิดว่าข้าวคงไม่สุกแน่ๆครับ ขณะที่เค้าว่าworkครับ
จริงข้าวจะกึ่งสุกกึ่งดิบ หรือดิบมากกว่าสุกครับ
หุงด้วยหม้อไฟฟ้าง่ายที่สุด ใส่ข้าวใส่น้ำกดปุ่ม รอเด้งครับ   ไม่ต้องซาวน้ำ   แต่ถ้าจะซาวก็ได้ น้ำที่เทออกเท่าไหร่ ก็เติมเข้าเท่านั้นครับ
หุงด้วยเตาแกส หม้อธรรมดา  ใส่น้ำเข้าหม้อตั้งไฟ พอน้ำเริ่มมีฟองผุดพอสมควรประมาณ70-80องศา  ก็ใส่ข้าวสาร  หรี่ไฟให้อ่อนๆ เกือบสุด คนข้าวนิดหน่อยให้ข้าวโดนน้ำทั่วๆ แล้วปิดฝาหม้อ  3-4นาที คนข้าวไม่ให้ติดก้นหม้อ 7-10นาทีน้ำจะงวดเกือบแห้งก็เสร็จ  
คตข้าวใส่ถุง2พัพพีเต็มๆใส่ถุงร้อน8*12" หรือ9*14"  ไล่ลมในถุงออกแล้วเอาไว้ในกระติก เพื่อรักษาอุณหภูมิในร้อนนานๆ จะเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่ถุง 2-3ชั่วโมง เอาข้าวออกมาผึ่งเพื่อลดอุณหภูมิ ให้เหลือประมาณ40-50องศาก็ใส่หัวเชื้อ3-4หยด 
ตอนใส่อย่าเปิดปากถุงกว้างเกินไป  เปิดแค่พอหยดหัวเชื้อได้เท่านั้น  พับปากถุงแล้วใช้แม็กเย็บ  หากใช้ยางรัดต้องรัดแน่นๆ ถ้าไม่แน่นแมลงหวี่จะเข้าไปในถุงได้  เขย่าถุงให้หัวเชื้อกระจายตัวทั่วๆ แล้วเอาเข็มหมุดแทงที่ด้านบน30รู ประมาณ15ครั้ง วางถุงแบนในที่มีแสงอ่อนๆ12ชม./วัน ใช้แสงจากหลอดไฟก็ได้  ห้ามโดนแดด  2วันต่อมาเขย่าถุงเพื่อกระจายเชื้ออีกครั้ง

การเพาะเชื้อ ต้องให้เกิดจำนวน สปอร์สูงที่่สุด ความชื้นต้องไม่มากเกินไป หากมีความชื้นมากไป จำนวนสปอร์จะน้อย  ความชื้นที่ดีจะทำให้ข้าวถูกเชื้อรากินหมด และเปลี่ยนเป็นสปอร์ แสงจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสปอร์

การทำแห้ง โดยนำเข้าตู้อบไล่ความชื้น แบบควบคุมอุณหภูมิ



เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.)

เชื้อราปฏิปักษ์
เชื้อราปฏิปักษ์ หมายถึงเชื้อราที่มีความสามารถในการต่อสู้กับศัตรูพืชได้ ซึ่งมีหลายประเภท คือ เชื้อราที่ต่อสู้กับแมลง โดยสามารถเข้าทำลายแมลง หรือเชื้อราที่เข้าทำลายเชื้อราก่อโรคในพืชหลายชนิด เช่น เชื้อราโรคเหี่ยว เป็นต้น
โรครากและโคนเน่า ซึ่งเกิดจากเชื้อราเป็นโรคที่พบได้บ่อยในการปลูกมะเขือม่วง การนำเชื้อราปฏิปักษ์มาใช้จะช่วยควบคุมโรคดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงต่อผลผลิตและเกษตรกร เชื้อราปฏิปักษ์ที่รู้จักกันดีคือ เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.)
เชื้อราไตรโคเดอร์มา เป็นเชื้อราชั้นสูงที่ดำรงชีวิตอยู่ในดิน อาศัยเศษซากพืช ซากสัตว์และอินทรียวัตถุเป็นแหล่งอาหาร เจริญได้รวดเร็วบนอาหารเลี้ยงเชื้อราหลายชนิด สร้างเส้นใยสีขาวและผลิตส่วนขยายพันธุ์ที่ เรียกว่า “โคนิเดีย” หรือ “สปอร์” จำนวนมากรวมเป็นกลุ่มหนาแน่นจนเห็นเป็นสีเขียว เชื้อราไตรโคเดอร์มาเป็นศัตรู (ปฏิปักษ์) ต่อเชื้อราสาเหตุโรคพืชหลายชนิดโดยวิธีการเบียดเบียน หรือเป็นปรสิต และแข่งขันหรือแย่งใช้อาหารที่เชื้อโรคต้องการ นอกจากนี้เชื้อราไตรโคเดอร์มายังสามารถผลิตปฏิชีวนสาร และสารพิษ ตลอดจนน้ำย่อยหรือเอนไซม์สำหรับช่วยละลายผนังเส้นใยของเชื้อโรคพืช คุณสมบัติพิเศษของเชื้อราไตรโคเดอร์มาคือ สามารถช่วยละลายแร่ธาตุให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช จึงช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชและชักนำให้ต้นพืชมีความต้านทานต่อเชื้อโรคพืชทั้งเชื้อราและแบคทีเรียสาเหตุโรค
จากผลการดำเนินงานวิจัยตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึงปัจจุบัน สามารถคัดเลือกเชื้อราไตรโคเดอร์มาจากดินในธรรมชาติได้หลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ CB-Pin-01 มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคของพืชเศรษฐกิจต่างๆทั้งพืชไร่ ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิดได้ในสภาพแปลงเกษตรกร ทั้งโรคที่เกิดบนส่วนของพืชที่อยู่ใต้ดิน เช่น โรคเมล็ดเน่า โรคเน่าระดับดิน (โรคกล้ายุบ) รากเน่า หัวหรือแง่งเน่า และโคนเน่า เป็นต้น โรคที่เกิดบนส่วนของพืชที่อยู่เหนือดินไม่ว่าจะเป็นส่วนของ กิ่ง ผล ใบ หรือดอก เช่น โรคลำต้นไหม้ของหน่อไม้ฝรั่ง โรคแคงเกอร์ของมะนาว โรคราดำของมะเขือเทศ โรคใบปื้นเหลืองและโรคดอกสนิมของกล้วยไม้ โรคแอนแทรคโนสของมะม่วงและพริกทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ยังสามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรครากเน่าของพืชผักสลัดและ ผักกินใบต่างๆที่ปลูกในสารละลายธาตุอาหาร (ระบบไฮโดรโพนิกส์) และจากผลการวิจัยล่าสุดพบว่าการแช่เมล็ดข้าวเปลือกก่อนใช้หว่านลงในนาข้าว ช่วยลดการเกิดโรคเมล็ดด่าง เมล็ดลีบ ของข้าวที่เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราหลายชนิด ตลอดจนช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และน้ำหนักเมล็ด และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ด้วย

กลไกในการต่อสู้กับเชื้อสาเหตุโรคพืช อยู่ 4 ประการ คือ
1. การแข่งขันกับเชื้อโรคพืช ด้วยเหตุที่เชื้อราไตรโคเดอร์มาเจริญสร้างเส้นใยได้รวดเร็ว สามารถสร้างสปอร์ได้ในปริมาณสูงมาก โดยอาศัยอาหารจากเศษวัสดุอินทรีย์ต่าง ๆ จึงช่วยให้เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถแข่งขันกับเชื้อโรคพืชหรือจุลินทรีย์ ที่อยู่บริเวณเดียวกัน
2. การเป็นปรสิตต่อเชื้อโรคพืช เชื้อราไตรโคเดอร์มาบางสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วสามารถพันรัด แล้วแทงส่วนของเส้นใยเข้าสู่ภายในเส้นใยของเชื้อราสาเหตุโรคพืชทำให้เส้นใยตาย
3. การสร้างสารยับยั้งหรือทำลายเชื้อโรคพืช เชื้อราไตรโคเดอร์มาบางสายพันธุ์สามารถสร้างปฏิชีวนสาร สารพิษ และน้ำย่อย (เอนไซน์) เพื่อหยุดยั้งหรือทำลายเส้นใยของเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้
4. การชักนำให้พืชมีความต้านทานโรค เชื้อราไตรโคเดอร์มาบางสายพันธุ์สามารถชักนำให้พืชสร้างกระบวนการผลิตสาร ประเภทเอนไซม์หรือโปรตีน ซึ่งมีส่วนช่วยให้พืชเกิดความต้านทานต่อเชื้อโรคได้
ประโยชน์ของเชื้อราไตรโคเดอร์มา
1. ช่วยลดกิจกรรมของเชื้อโรคพืชได้ ยับยั้งและทำลายการงอกของสปอร์ แข่งขันการใช้อาหารเพื่อการเจริญของเส้นใยเชื้อโรคพืช รบกวนกิจกรรมต่าง ๆ ของเชื้อโรคทำให้ความรุนแรงลดลง
2. ช่วยลดปริมาณเชื้อโรคพืช ทำลายเส้นใยของเชื้อราสาเหตุโรคพืชโดยการพันรัดและแทง ทำลายโครงสร้างที่เชื้อโรคสร้างขึ้นสำหรับการขยายพันธุ์ ทำลายโครงสร้างที่เชื้อโรคพืชสร้างขึ้นเพื่ออยู่ข้ามฤดูกาล
3. ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตของพืช เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันระบบรากพืชจากการเข้าทำลายของเชื้อรา สาเหตุโรคพืช ทำให้ระบบรากพืชสมบูรณ์แข็งแรง เชื้อราไตรโคเดอร์มาผลิตสารเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ เชื้อราไตรโคเดอร์มาช่วยให้เมล็ดงอกและเจริญเติบโตดี
4. ช่วยเพิ่มความต้านทานโรคของพืช กระตุ้นให้เกิดความต้านทานโรคขึ้นภายในพืช พืชที่มีระบบรากดี เจริญเติบโตดี แข็งแรง จึงต้านทานโรคได้ดีขึ้น
การควบคุมราที่ทำให้เกิดโรคของเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า
1. สามารถควบคุมราที่ทำให้เกิดโรคพืชได้หลายชนิดเช่น เชื้อราพิเทียม ทำให้เกิดรากเน่า โคนเน่า โรคยอกเน่าของต้นกล้าในพืชไร่
2. เชื้อราไฟท็อบเทอร่า ทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผล
3. เชื้อสคลอโรเทียม ทำให้เกิดโรคกล้าไหม้ ราเม็ดผักกาด โรคเหี่ยวในพืชผัก
4. เชื้อราฟิวซาเรียม ทำให้เกิดโรคเหี่ยวในไม้ดอก
5. เชอราไรซ็อกโตเนีย ทำให้เกิดโรคเน่าคอดิน

การผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มา
การผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มาเพื่อขยายและเพิ่มปริมาณสามารถดำเนินการได้โดย 2 กระบวนการ คือ
1. กระบวนการหมักอาหารเหลว ( liquid substrate fermentation ) โดยใช้อาหารในรูปของเหลว เช่น กากน้ำตาลหรือโมลาส หรืออาหารเหลวสังเคราะห์ที่มีการเติมแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญของเชื้อ ไตรโคเดอร์มา
2. กระบวนการหมักอาหารแข็ง ( soild substrate fermentation ) โดยใช้อาหารที่เป็นของแข็ง เช่น เมล็ดพืช เมล็ดธัญญพืช ตลอดจนวัสดุอินทรีย์ต่าง ๆ ทั้งประเภทที่ยังเป็นเมล็ดอยู่ หรือที่บดเป็นผงละเอียดแล้ว
เชื้อสดหรือมวลชีวภาพของเชื้อที่ได้ จากกระบวนการผลิตสามารถนำไปใช้ได้ทันที แต่ถ้าต้องการเก็บรักษาเชื้อราไตรโคเดอร์มาไว้เป็นเวลานาน ต้องนำเชื้อสดที่ได้มาผลิตให้อยู่ในรูปสูตรสำเร็จชนิดต่าง ๆ โดยนำเชื้อสดผสมผงสารพา เช่น ผงไดอะตอมไมท์ ซีโอไลท์ฯ แล้วทำให้เชื้ออยู่ในสภาพที่แห้ง สปอร์ของเชื้อหยุดการเจริญ และเข้าสู่ระยะพักตัว
สูตรสำเร็จของชีวภัณฑ์
1. ชนิดผงแห้ง ( powder ) ได้จากการผสมเชื้อสดกับผงสารพาต่าง ๆ เช่น ไดอะตอมเซียสเอิร์ท เวอร์มิคูไลท์ ไพโรฟิลไลท์ หรือผงดินเหนียว เป็นต้น จากนั้นจึงนำไปตากหรืออบให้แห้งที่อุณหภูมิไม่สูงนัก ก่อนบดเป็นผงละเอียด
2. ชนิดเม็ด ( pellet ) ได้จากการใช้สารโพลีเมอร์อินทรีย์บางชนิด เช่น อัลจิเนท โพลีอะครีลาไมด์ หรือคาราจีแนน ห่อหุ้มเม็ดเชื้อ หรือการใช้เชื้อเคลือบบนผิวของสารพาบางชนิด
3. ชนิดเกล็ด ( granule ) ได้จากการใช้สปอร์ของเชื้อสดผสมกับสารพาที่ละลายน้ำได้ดี หรือแขวนลอยดี ตกตะกอนช้า ทำให้อยู่ในรูปเกล็ดแห้ง
4. ชนิดเชื้อสด ( fresh culture ) ได้จากเชื้อสดที่เลี้ยงบนอาหารแข็งเช่น บนเมล็ดข้างฟ่าง จนได้ สปอร์สีเขียวเข้มปริมาณมาก ซึ่งต้องนำไปใช้ทันที หรือเก็บไว้ในตู้เย็น 5-10 องศาเซลเซียสได้ไม่เกิน 30 วัน
ชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา รูปแบบที่นิยมผลิตเป็นการค้า คือ ชนิดผงแห้ง ปัจจุบันมีบริษัทเอกชน คือ บริษัท ยูนิซีดส์ จำกัด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลิต ชีวภัณฑ์ ภายใต้ชื่อการค้า คือ "ยูนิกรีน ยูเอ็น-1" และ"ยูนิเซฟ" สำหรับบริษัทเอกชนที่พัฒนาการผลิตชีวภัณฑ์ด้วยตนเอง คือ บริษัทแอพพลายเค็ม จำกัด ผลิตชีวภัณฑ์ ภายใต้ชื่อการค้า "ไตรซาน" ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นได้ผ่านการขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติวัตถุ อันตราย พ.ศ. 2535 เรียบร้อยแล้ว

วิธีการเลี้ยง เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าบริสุทธิ์
สูตรอาหาร PDA
1. มันฝรั่ง 200 กรัม
2. น้ำตาลกลูโคส 20 กรัม
3. วุ้น 17 กรัม
4. น้ำกลั่น 1,000 กรัม
วิธีการเตรียมอาหาร
1. หั่นมันฝรั่งเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปต้มในน้ำ 500 ซีซี พร้อมใส่น้ำตาลลงไปต้มด้วยเมื่อสุกแล้วจึงกรองเอาเฉพาะน้ำ
2. นำวุ้นไปต้มกับน้ำในส่วนที่เหลือ คนให้ทั่ว เมื่อวุ้นสุกดีแล้วนำน้ำมันฝรั่งที่ได้ มาเทและคนให้เข้ากัน
3. ยกลงจากเตาแล้วเติมน้ำที่ขาดหายไปจนครบ 1000 ซีซี
4. เทอาหารที่ได้ลงในขวดแบนประมาณ 80 ซีซี จะได้ประมาณ8-10ขวด ปิดปากขวดด้วยสำลีห่อทับด้วยกระดาษฟร์อย
5. นำขวดอาหารไปนึ่งฆ่าเชื้อ ที่ ความดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว นาน 20 นาที
6. นำขวดอาหารที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว มาทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงนำไปเขี่ยเชื้อ
7. หลังเขี่ยเชื้อแล้วเก็บไว้ 7-10 วัน ก็สามารถนำไปเป็นแม่เชื้อได้

ขั้นตอนและวิธีการผลิตเชื้อราจากแม่เชื้อ
1. แช่เมล็ดข้าวฟ่างในนำสะอาด 1 คืน
2. เทเมล็ดข้าวฟ่างลงบนตะแกรงเพื่อผึ่งให้แห้ง
3. กรอกเมล็ดข้าวฟ่างลงในถุงพลาสติกถุงละ 300 กรัม
4. นำข้าวฟ่างไปนึ่งฆ่าเชื้อ ที่ ความดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว นาน 30 นาที
5. ทิ้งไว้ให้เย็น จึงนำไปเขี่ยเชื้อโดยเขี่ยเชื้อจากขวดแม่เชื้อบริสุทธิ์ใส่ในถุงข้าวฟ่างชิ้นละถุง(ขนาด 1x1cm )
6. เก็บถุงข้าวฟ่างที่เขี่ยเชื้อแล้วไว้ในห้องเย็น ที่อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศา หลังจากนั้น 3 วัน เชื้อราจะเริ่มเจริญเป็นเส้นใยสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวภายใน 7 วัน พร้อมที่จะนำไปใช้ได้
วิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อราไตรโคเดอร์มาอย่างง่าย
วัสดุและอุปกรณ์
1. หัวเชื้อไตรโคเดอร์มาผง
2. ปลายข้าวสารประมาณ 6-10 กิโลกรัม
3. หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
4. ถุงพลาสติกใสชนิดทนร้อนขนาด 8 x 12 นิ้ว
5. ยางรัดปากถุง
6. สำลีและแอลกอฮอล์
วิธีการ
1. หุงปลายข้าวสารด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้ปลายข้าว 3 ส่วน : น้ำสะอาด 2 ส่วนให้สุกประมาณ 90% อย่าให้สุกมากเกินไปเพราะจะทำให้ข้าวแฉะ
2. ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดช้อนตัก พื้นโต๊ะบริเวณที่จะทำการถ่ายเชื้อให้สะอาด และใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดมือผู้ที่จะทำการถ่ายเชื้อด้วย เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่โดยรอบไม่ให้ปนเปื้อน
3. ตักใส่ถุงพลาสติกทนร้อน ประมาณ 200-250 กรัม ข้อพึ่งระวัง ให้ตักข้าวในขณะที่ยังร้อนอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยทำลายจุลินทรีย์อื่นๆจากอากาศที่อาจจะปนเปื้อนอยู่ในถุง ข้าวด้วย นั่นก็จะส่งผลทำให้ไม่สามารถรักษาเชื้อสดที่ต้องการนี้ไว้ได้นานนัก
4. กดข้าว (ที่อยู่ในถุงพลาสติกแล้ว) ให้แบน รีดเอาอากาศออกจากถุง ให้ถุงพลาสติกแนบกับข้าว เพื่อลดการเกิดหยดน้ำ (ในถุงพลาสติก) แล้วก็รอให้ข้าวอุ่นหรือเกือบเย็น จึงจะนำไปใส่หัวเชื้อ (ไตรโครเดอร์มา)
5. ตักหัวเชื้อไตรโคเดอร์มาผง ประมาณ ครึ่งช้อนโต๊ะ (1-1.5 กรัม) ใส่ในถุงพลาสติกที่บรรจุข้าวไว้แล้ว และรัดปากถุงด้วยยางรัดให้แน่น ขยำข้าวกับเชื้อเข้าด้วยกันเบาๆ อย่าให้เม็ดข้าวถูกบี้จนเละ เพราะต้องให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกเพื่อการเดินของเส้นใยเชื้อราจะง่ายขึ้น (ขั้นตอนการถ่ายหัวเชื้อนี้ต้องเลือกสถานที่ที่สะอาดและต้องระมัดระวังการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากสิ่งแวดล้อม)
6. รวบถุงให้บริเวณปากถุงพองแล้วใช้ปลายเข็มแทงถุงพลาสติกบริเวณรอบๆปากถุงที่รัดยางเอาไว้ ประมาณ 20 – 30 รู เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้ทั่วถุง
7. กดข้าวในถุงให้แน่นให้แผ่กระจายและแบนราบ แล้วดึงบริเวณกลางถุงขึ้นเพื่อเพิ่มอากาศ ข้อระวังในขั้นตอนนี้คือ ไม่ควรวางถุงซ้อนทับกัน
8. บ่มเชื้อในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และปลอดภัยจากแมลงและมดรับแสงธรรมชาติ อย่างน้อย 10 – 12 ช.ม./วัน ข้อแนะนำ ในการบ่มเชื้อควรวางถุงเชื้อในบริเวณที่ได้รับแสงสว่างจากหลอดไฟฟลูออเรส เซนต์ หรือหลอดนีออน โดยให้แสงสว่างนาน 10-12 ชั่วโมงต่อวัน หรือ ตลอด 24 ชั่วโมงก็ได้ เพื่อกระตุ้นการสร้างสปอร์ของเชื้อ เชื้อที่ขึ้นดีจะมีสีเขียวเข้ม
9. เมื่อบ่มเชื้อได้ 2 วัน จะเห็นเส้นใยของเชื้อราเริ่มเจริญ ให้ขยำข้าวในถุงเบา ๆ กดข้าวให้ แบนราบเช่นเดิม แล้วดึงกลางถุงให้โป่งขึ้นด้วย
10. บ่มต่ออีก 4 – 5 วัน จะเห็นเชื้อสีเขียวอย่างหนาแน่น
11. นำไปใช้ทันที หรือเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา อุณหภูมิอยู่ในช่วงระหว่าง 8 – 10 องศาเซลเซียส ข้อระวังในขั้นตอนนี้ก็จะเป็นเรื่องของการเก็บเชื้อที่ไม่ควรเก็บทิ้งไว้นาน เป็นแรมเดือน
การนำเชื้อราไตรโครเดอร์มาไปใช้ มีหลักการที่ว่า นำเชื้อราที่เพาะบ่มเอาไว้แล้วนั้นไปผสมกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมักจึงกลายเป็นอาหารของเชื้อราไปด้วยในตัว เชื้อราจะแผ่เชื้อในปุ๋ยหมักไปด้วย จากนั้นจึงนำปุ๋ยหมักไปใส่ดินในแปลงเพาะปลูกตามปกติ ดินที่ได้รับทั้งปุ๋ยหมักและเชื้อราไตรโครเดอร์มาก็ยิ่งทำให้ดินดีอุดมสมบูรณ์

วิธีการนำไปใช้
การใช้ราไตรโคเดอร์มาชนิดสดผสมกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้เชื้อสดผสมกับรำข้าวละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอกเก่า)ในอัตราส่วน1:4:100โดยน้ำหนักโดย
- เติมรำข้าวเล็กน้อยลงไปในถุงเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด คลุกเคล้าและบีบให้เชื้อที่เกาะเป็นก้อนแตกออก ต่อจากนั้นจึงเทเชื้อที่คลุกรำข้าวแล้วผสมกับรำข้าวที่เหลือให้ครบตามจำนวน แล้วคลุกให้เข้ากันอีกครั้ง
- นำหัวเชื้อสดที่ผสมกับรำข้าว(อัตราส่วน 1:4โดยน้ำหนัก) ผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก100กิโลกรัม คลุกเคล้าจนเข้ากันอย่างทั่วถึง อาจพรมน้ำพอชื้นเพื่อลดการฟุ้งกระจาย
เมื่อได้ส่วนผสมของเชื้อสดกับปุ๋ยอินทรีย์แล้วสามารถนำไปใช้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
1. การผสมกับวัสดุปลูกสำหรับการเพาะกล้าในกระบะเพาะเมล็ดหรือถุงเพาะชำ ใส่ส่วนผสมของเชื้อสด ผสมดินปลูกอัตรา 1:4 โดยปริมาตร(20%)นำดินปลูกที่ผสมด้วยส่วนผสมของเชื้อสดแล้วใส่กระบะเพาะเมล็ด ถุง หรือกระถางปลูก
2. การใส่หลุมปลูกพืช
- ใช้ส่วนผสมของเชื้อสด อัตรา 10-20กรัม(1-2ช้อนแกง) ต่อหลุม โรยในหลุมก่อนการหยอดเมล็ดพืช
- ใช้ส่วนผสมของเชื้อสดอัตรา10-20กรัมคลุกเคล้ากับดินในหลุมปลูกพืช ถ้าหลุมใหญ่อาจใช้50-100กรัม/หลุม
3. การใช้เชื้อหว่านในแปลงปลูก
หว่านส่วนผสมเชื้อสดลงบนแปลงปลูกก่อนการปลูกพืช 1 สัปดาห์ ด้วยอัตรา 50-100กรัมต่อตารางเมตร หว่านส่วนผสมเชื้อสดลงบนแปลงปลูก ขณะที่พืชกำลังเจริญเติบโต และกำลังมีโรคระบาด ด้วยอัตรา 50-100ต่อตารางเมตร หรือคราดเศษวัชพืชมากองรอบๆ ชายพุ่ม ถ้าดินแห้งให้รดน้ำเพื่อเพิ่มความชื้นแต่อย่าให้แฉะ โรยส่วนผสมรอบทรงพุ่มในอัตราส่วน 3-5 กก. ต่อต้นหรือโรยให้ทั่วรอบๆลำต้น คลุมด้วยใบไม้แห้ง ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน เชื้อราจะเจริญเป็นเส้นใยสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวภายใน 5-7 วัน
4. การใช้เชื้อหว่านใต้ทรงพุ่มหรือโรยโคนต้นพืช
หว่านส่วนผสมเชื้อสดทั่วบริเวณใต้ทรงพุ่มจนถึงรอบชายพุ่มอัตรา 50-100กรัมต่อตารางเมตร หรือโรยส่วนผสมเชื้อสด บริเวณโคนต้นพืชกรณีที่เกิดโรคโคนเน่า ด้วยอัตรา10-20กรัมต่อต้น
การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดคลุกเมล็ดพืช
ใส่เชื้อสดลงในถุงพลาสติกที่จะใช้คลุกเมล็ดอัตรา 10 กรัม (1ช้อนแกง) ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เติมน้ำ 10 ซีซี บีบเชื้อสดให้แตกตัวเทเมล็ด 1 กิโลกรัมลงในถุงแล้วเขย่าให้เชื้อสดคลุกเคล้าจนติดผิวเมล็ด นำเมล็ดออกผึ่งลมให้แห้งหรือใช้ปลูกได้ทันที

การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดผสมกับน้ำ

ในกรณีที่ไม่สะดวกในการจัดหาปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และรำข้าวหรือกรณีที่ต้องการใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มาลงดินโดยไม่ประสงค์จะใส่ ปุ๋ยอินทรีย์และรำข้าวลงไปในดินด้วย เนื่องจากไม่อยู่ในช่วงที่เหมาะสมสำหรับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดที่เตรียมไว้ผสมกับน้ำ ในอัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ 250 กรัม(เชื้อสด 1 ถุง)ต่อน้ำ 50ลิตรใช้น้ำเชื้อที่เตรียมได้ฉีดพ่นลงดินด้วยอัตรา 10-20 ลิตรต่อ100 ตารางเมตรสำหรับขั้นตอนการใช้เชื้อสดผสมน้ำมีดังนี้
• นำเชื้อสดมา 1 ถุง(250กรัม) เติมน้ำลงไปในถุง 300มิลลิลิตร(ซีซี)หรือพอท่วมตัวเชื้อแล้วขยำเนื้อข้าวให้แตกออกจนได้น้ำ เชื้อสีเขียวเข้ม
• กรองน้ำเชื้อด้วยผ้าหรือกระชอนตาถี่ ล้างกากที่เหลือบนกระชอนด้วยน้ำอีกจำนวนหนึ่งจนเชื้อหลุดจากเมล็ดข้าวหมด เติมน้ำให้ครบ 50 ลิตร ก่อนนำไปใช้
1. การฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงในกระบะเพาะกล้า กระถาง หรือถุงปลูกพืช
• ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงบนกระบะเพาะหลังจาดหยอดเมล็ดแล้วหรือในระหว่างที่ต้นกล้ากำลังเจริญเติบโตโดยฉีดให้ดินเปียกชุ่ม
• ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงในถุงหรือกระถางปลูกพืช ตั้งแต่เริ่มปลูกหรือในระหว่างที่พืชกำลังเจริญเติบโตโดยฉีดให้ดินเปียกชุ่ม
2. การฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงในหลุมปลูกพืช
• ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงในหลุมปลูกพืชหลังจากเพาะเมล็ดแล้ว โดยฉีดพ่นให้ดินเปียกชื้น
• ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงในหลุมปลูกพืชหลังย้ายพืชลงปลูกแล้ว โดยฉีดให้ดินเปียกชื้น
3. การฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงบนแปลงปลูกพืช
• ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงบนแปลงพืชหลังจากหว่านเมล็ด และคลุมแปลงด้วยฟางแล้วในอัตรา 10-20 ลิตร/100 ตารางเมตร และให้น้ำแก่พืชทันที
• ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงบนแปลงปลูก อัตรา 10-20 ลิตร/100ตารางเมตร ก่อนคลุมแปลงด้วยพลาสติกดำ
• กรณีที่พืชกำลังเจริญเติบโตอยู่ให้ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงบนแปลง ในอัตรา 10-20 ลิตร/100 ตารางเมตร
4. การฉีดพ่นน้ำเชื้อสดโคนต้นพืชและใต้ทรงพุ่ม
• ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงตรงโคนต้นพืช และบนดินบริเวณรอบโคนต้นพืช โดยให้ผิวดินเปียกชื้น
• ฉีดพ่นน้ำเชื้อสดลงบนดิน ใต้บริเวณใต้ทรงพุ่มและขอบชายพุ่ม ให้ดินพอเปียกชื้น
5. แช่เมล็ดข้าวก่อนหว่าน เชื้อรา 1 ถุง สามารถนำไปแช่เมล็ดข้าวได้ 10 ถัง โดยนำเชื้อราไปขยี้กับน้ำผสมลงไปในน้ำแช่ข้าว แช่ไว้ 1 คืน แบ่งข้าวใส่กระสอบปิดปากถุง เอาไว้อีก 1 คืน สามารถนำไปหว่านได้

สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมผู้ใช้เชื้อสดควรระลึกไว้เสมอว่า การใช้เชื้อสดใส่ลงไปในดินที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการเจริญและการ เพิ่มปริมาณเชื้อ เช่น ดินเป็นกรดจัดหรือด่างจัด เกินไป ดินมีความเค็มสูง โครงสร้างของดินหรือเนื้อดินมีลักษณะแน่นทึบ การระบายอากาศและความชื้นไม่ดี ดินมีอินทรีย์วัตถุต่ำ อาจทำให้การใช้เชื้อสดไม่ประสบผลสำเร็จได้ สำหรับข้อควรระวังต่าง ๆ ในการใช้เชื้อสดนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นมีดังนี้
1. ควรฉีดพ่นน้ำเชื้อสดในเวลาแดดอ่อน หรือเวลาเย็น กรณีที่บริเวณซึ่งจะฉีดพ่นไม่มีร่มเงาจากพืชเลย ควรใช้วัสดุอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกหว่านปกคลุมผิวดิน
2. ไม่ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ในบริเวณที่แฉะ แต่ถ้าดินบริเวณที่จะฉีดพ่นเชื้อแห้งมาก ควรให้น้ำพอให้ดินมีความชื้นเสียก่อน หรือให้น้ำทันทีหลังฉีดพ่น เพื่อให้น้ำพอเชื้อซึมลงดิน
3. ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่เหมาะกับการใช้ผสมเชื้อราไตร โคเดอร์มาชนิดสด ควรเป็นปุ๋ยที่ผ่านกระบวนการหมักโดยสมบูรณ์แล้ว ( เย็นแล้ว ) หรือเป็นปุ๋ยที่กองทิ้งไว้จนเก่าแล้ว ไม่ควรใช้ปุ๋ยหมักที่ผสมด้วยปุ๋ยยูเรีย
4. ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทุกชนิดคลุกเคล้าหรือผสมร่วมกับเชื้อสดเพื่อใช้พร้อมกันทีเดียว
5. กรณีที่ต้องการผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดกับปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ( ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผสมด้วยปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ) ทั้งชนิดผงหรือชนิดอัดเม็ด ให้ผสมได้ แต่ต้องหว่านทันทีที่ผสมเสร็จ ห้ามผสมแล้วเก็บไว้ในกระสอบ หรือกองไว้ เพราะเชื้อราไตรโคเดอร์มาอาจได้รับอันตรายจากปุ๋ยเคมี
6. เมื่อผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดกับรำข้าวและปุ๋ยอินทรีย์แล้ว ให้ใช้หว่านทันที ห้ามบรรจุลงในกระสอบหรือกองทิ้งไว้ เพราะอาจเกิดความร้อนในกองปุ๋ย เป็นอันตรายต่อเชื้อราไตรโคเดอร์มาได้ ดังนั้นจึงควรเตรียมส่วนผสมของเชื้อสด รำข้าวและปุ๋ยอินทรีย์ให้พอใช้ในแต่ละครั้ง
7. ถ้าผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดกับปุ๋ยอินทรีย์ ( เก่าหรือหมักดีแล้ว ) โดยไม่ใส่รำข้าว สามารถเก็บปุ๋ยไว้ได้ไม่เกิน 1 เดือน โดยใส่กระสอบหรือกองไว้ในที่ร่มและเย็น และควรคลุมด้วยพลาสติกหรือกระสอบ เพื่อรักษาความชื้นในเนื้อปุ๋ยเอาไว้ให้อยู่ที่ประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์
8. เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ โดยไม่ใส่รำข้าว เมื่อใช้หว่านลงดินจะได้ปริมาณเชื้อน้อยกว่ากรณีที่ใช้รำข้าวผสมด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่าเชื้อสดผสมปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่มีรำข้าวมีประสิทธิภาพควบคุมโรคได้เช่น กัน
9. ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ก่อนหรือหลังการหว่านปุ๋ยเคมี 3-5 วัน
10. ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาหลังหว่านปูนโดโลไมท์ ปูนขาว หรือสารปรับสภาพดินไปแล้ว 5-7 วัน
11. pH ของดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไตรโคเดอร์มา อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 คือเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งเป็นช่วง pH ที่พืชปลูกส่วนใหญ่ เจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน จึงจำเป็นต้องมีการวัด pH ของดิน และปรับให้เหมาะสมก่อน
12. เชื้อราไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราชั้น สูง จึงถูกทำลายได้ด้วยสารเคมีที่ใช้ในการป้องกัน และกำจัดเชื้อราชั้นสูงโดยเฉพาะสารเคมีในกลุ่มเบนซิมิดาโซล (benzimidazole) ได้แก่ เบนโนมิล (benomyl) และคาร์เบนดาซิม (carbendazim) ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีชนิดดูดซึม หากจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมี ควรจะทิ้งช่วงประมาณ 2 สัปดาห์เป็น อย่างต่ำ
13. ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันโรคอย่างต่อ เนื่อง เช่น ใช้ก่อนปลูกพืชรุ่นใหม่ทุกครั้ง ในกรณีของการปลูกพืช ผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชไร่ หรือใช้อย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง ต้นฝน และปลายฝน ห่างกัน 6 เดือน ในกรณีของไม้ผลยืนต้น (ใช้บ่อย ๆ ไม่มีอันตรายต่อพืช) ถ้าอาหาร สภาพแวดล้อม และปัจจัย อื่น ๆ ในดินไม่เหมาะสม เชื้อราไตรโคเดอร์มาจะหยุดการเจริญเติบโต หรือเมื่อเชื้อโรคลดปริมาณลง เชื้อไตรโครเดอร์ม่าที่จะลดปริมาณลงตามไปด้วย จนอยู่ในสภาพสมดุลของธรรมชาติ หากดินมีความชื้นและอินทรียวัตถุอย่างพอเพียง ไตรโครเดอร์ม่าก็จะยังคงมีชีวิตอยู่ในดินได้ต่อไป แต่หากดินขาดอาหารและความชื้นเมื่อใด เชื้อก็จะตายลงในที่สุด
14. ควรใช้เศษหญ้า เศษใบไม้ หรือวัสดุต่าง ๆ คลุมผิวดิน เพื่อรักษาความชื้นในดินไว้ ซึ่งจะช่วยให้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเจริญได้ดี และมีชีวิตอยู่รอดในดินได้นานยิ่งขึ้น
15. ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือวัสดุอินทรีย์ลงดินเป็นระยะ ๆ โดยแบ่งใส่ทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับเชื้อราไตรโคเดอร์มา และเพื่อช่วยปรับสภาพแวดล้อมในดินให้เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อราไตรโคเดอร์มา
16. ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดที่ผสมรำข้าวละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์หว่านลง ดินในช่วงของการเตรียมดินก่อนการปลูกพืช และใช้น้ำเชื้อสดฉีดพ่นลงดินบนแปลงปลูกหรือรอบโคนต้น หรือใต้ทรงพุ่มในระยะที่พืชกำลังเจริญเติบโตต่อเนื่องเป็นระยะๆ
17. เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดเก็บรักษาได้ไม่นาน และมีประสิทธิภาพควบคุมโรคสูงกว่าการใช้เชื้อในรูปผงแห้ง

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเชื้อราไตรโคเดอร์มา
1. ปริมาณเชื้อราไตรโคเดอร์มาในดินมีหน่วยวัดเป็น หน่วยโคโลนี / กรัม เช่น ตรวจพบเชื้อราไตรโคเดอร์มาในดิน 105 หน่วยโคโลนี / กรัม หมายความว่าในดิน หนัก 1 กรัม มีปริมาณเชื้อราไตรโคเดอร์มาอยู่ 100,000 หน่วยชีวิต ( สปอร์ ) ที่จะเจริญเป็นเส้นใยได้
2. เชื้อราไตรโคเดอร์มาที่ใส่ลงดินแล้ว จะมีชีวิตอยู่รอดได้นานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของดิน ดินร่วนซุยดี มีอินทรีย์วัตถุสูง มีใบไม้/เศษพืชปกคลุมดินเสมอ เชื้อราไตรโคเดอร์มาจะอยู่รอดโดยมีปริมาณสูงได้นาน 6 เดือน ถึง 1 ปี
3. เชื้อราไตรโคเดอร์มาอยู่ได้ในดินลึกกว่า 30 เซนติเมตรจากผิวดิน แต่จะเจริญสร้างเส้นใยเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคพืชได้ดีในความลึกช่วง 5 - 10 เซนติเมตร จากผิวดิน
4. การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาติดต่อกันนานหลายปีไม่ทำให้เชื้อโรคพืชเกิดความ ต้านทานได้ แต่กลับเป็นผลดี คือ จะช่วยป้องกันโรคพืชได้อย่างต่อเนื่อง
5. การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพียง 1 สายพันธุ์ไม่ได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาหลายสายพันธุ์ร่วมกัน
6. เชื้อราไตรโคเดอร์มาไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ พืชที่ปลูก และสภาพแวดล้อม
7. การต่อเชื้อไตรโคเดอร์มาบ่อย ๆ อาจเกิดเชื้อกลายพันธุ์ที่เจริญได้ไม่ดี สร้างเส้นใยแต่ไม่สร้างสปอร์สีเขียว และไม่มีประสิทธิภาพควบคุมโรคได้
8. กรณีที่พืชแสดงอาการของโรคขั้นรุนแรง ควรใช้สารเคมี เช่น เมทาแลกซิล โฟซีทิลอัล ( อาลีเอท ) กรดฟอสโฟนิค ( โฟลีอาร์ฟอส ) แมนโคเซบฯ ร่วมด้วยได้ ถ้าจะใช้สารกลุ่มเบโนมิล หรือคาร์เบนดาซิมควรใช้ก่อนหรือหลังใส่เชื้อไตรโคเดอร์มา 7 วัน
9. สามารถใช้สารเคมีควบคุมแมลงศัตรูพืช สารกำจัดวัชพืช และปุ๋ยเคมี ได้ตามปกติในระหว่างการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา แต่ห้ามผสมเชื้อกับสารเคมี
10. ถ้าดินปลูกพืชเป็นกรดจัด คือ ค่าพีเอชต่ำ ( 3.5-4.5 ) จำเป็นต้องปรับค่าพีเอสให้มีค่าอยู่ระหว่าง 5.5 - 6.5 ก่อนการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา
11. เชื้อราไตรโคเดอร์มาพบได้ในดินเกษตรกรรมทั้งไป แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเชื้อหรือทุกสายพันธุ์นั้นจะมีประสิทธิภาพในการควบ คุมโรคได้ ต้องผ่านการวิจัยทดสอบเสียก่อน

แหล่งเชื้อพันธุ์
1. ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดเชียงใหม่
2. ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดชัยนาท
3. ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดชลบุรี
4. ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดนครราชสีมา
5. ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดพิษณุโลก
6. ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดขอนแก่น
7. ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานี
8. ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดสงขลา
9. ชมรมส่งเสริมความรู้วิทยาศาสตร์เพื่อการเกษตร 68/97 ม.5 ซ.นนทบุรี 42 ถนนสนามบินน้ำ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร. 02-580-6356
10. ห้องปฏิบัติการ ควบคุมโรคพืชโดยชีวภาพ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม 73140 โทรศัพท์ 034-281047 หรือ 02-9428200-45 ต่อ 3413, 3406 หรือ 3405

ที่มา
1. http://hcsupply.blogspot.com/2008/09/blog-post_17.html
2. http://gotoknow.org/blog/thaikm/500
3. http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=kasetshow&board=2&id=100&c=1&order=numreply
4. http://www.geocities.com/psplant/work01index.htm
5. http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=696&s=tblrice
6. http://gotoknow.org/blog/nonghin/239346
7. http://www.weloveshopping.com/template/a13/show_article.php?shopid=127087&qid=46540
8. http://siweb.dss.go.th/qa/search/search_description.asp?QA_ID=303
9. http://it.doa.go.th/durian/detail.php?id=171&PHPSESSID=8d10e14145fef553520b764615aca684
10. http://www.phtnet.org/news/view-news.asp?nID=177
11. รูปภาพ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=pum-karb&date=12-07-2009&group=7&gblog=13
12. http://www.rdi.ku.ac.th/kufair50/plant/68_plant/68_plant.html
13. http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2008/08/J6861266/J6861266.html
14. http://www.bio-agri.com/beauveria/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B2.html



วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แบตเตอรี่สารส้ม alum battery

แบตเตอรี่สารส้ม alum battery
Solar Cell 20w + แบตAlum85Ah + หลอดLED car styling COB LED Lights DRL Daytime Running Light Auto Lamp ใช้ดีจริงครับ
ในระบบนี้ผมใช้แบตสารส้มที่ใหญ่กว่าแผงโซล่าเซลที่จะชาร์จได้เต็มใน1วัน  ใช้หลอดLED ประเภทCOB (ปีที่แล้วซื้อเม็ดledมานั่งเรียงต่อกัน แต่ผมบักกรีไม่เก่ง เลยไม่ค่อยดีเท่าที่ควรครับ) ใช้wattไม่เยอะมาก 10-15W.   ใช้สวิทแสงแดด12V.ในการเปิดไฟเมื่อไม่มีแสง  ไม่ได้ใช้PWMควบคุมการชาร์จ

ข้อดี
1. ใช้สวิทแสงแดด12V. ราคาถูกกว่าPWM 5-6เท่า
2. หลอดLED ประเภทCOB 6W.ราคาประมาณ40-50บาท  ไม่ต้องเรียงเม็ดLED
3. แบตAlum ปลอดภัยต่อนิ้วมือ,เล็บและปอดครับ ไม่ต้องกังวลเรื่อง over chargeครับ แต่คงมีบ้างในช่วงหน้าร้อนครับ  น้ำแห้งผมก็เติมน้ำกรองRO 1บาท/ลิตร หรืออาจละลายสารส้มลงไปในน้ำก่อนเติมแบตฯนิดหน่อยก็ได้ครับ


สภาพแบตเก่า เสื่อม เทน้ำออกไว้นานมากแล้วครับ  ดูแผ่นธาตุทั้ง6ช่องกันครับ  



 

 วันนี้ทำแบบง่ายๆครับ  เอาน้ำกรองใส่และสารส้ม ใส่หม้อ ต้มน้ำให้อุ่นๆพอครับ อุ่นพอเอามือแช่น้ำได้ครับ  ใส่สารส้มเยอะหน่อยครับ คนน้ำจนสารส้มไม่ค่อยละลายเป็นอันใช้ได้ครับ

 ไม่ต้องรอให้เย็นก็ได้ครับ เพราะเราต้มแค่อุ่นๆครับ กรอกน้ำที่ละลายสารส้มลงในช่องแบตให้ครบทุกช่องครับ  ใช้กรวยแบบที่ตาข่ายกรองเศษผงครับ 

 วัดโวลต์เมื่อกรอกน้ำเต็มแล้วครับ ได้ที่6.04V.  เอาแบตไปชาร์จด้วยเครื่องชาร์จCapacitor ประมาณ1คืน(ไม่เกิน24ชม.) พรุ่งนี้สายก็เอามาใช้กับแผงโซล่าเซลครับ


 อันนี้ของปีที่แล้วครับ เม็ดled 32เม็ด เรียงบนฐานอลูมิเนียม 4เม็ด/ชุด 8ชุด ใช้กาวร้อนทาให้เม็ดledติดกันฐานอลูมิเนียม จับขั้วหลอดดัดให้ชนกันเลยครับ ไม่ได้บักกรีเลยครับ เพราะทำไม่เก่งครับ และมีไอตะกั่วด้วยครับ


 ใช้สวิทแสงแดดเพื่อเปิดไฟ เมื่อไม่มีแสงครับ


 LEDแบบ COB ครับ ใช้งานสะดวกครับ ปีนี้สั่งแบบนี้มาใช้แทนอันเก่า รอของอยู่ครับ ราคา40-50บาท/อันครับ


 เป็นแบบที่ใช้ในรถยนต์ครับ 

 แบบนี้ก็ใช้อยู่ครับ ไม่ร้อนและสว่างดีครับ แต่เดี๋ยวนี้เห็นมีLED 12V. แบบนีออนขายในเว็บเกษตรพอเพียงราคาถูกลงมาเยอะแล้ว มีที่คีบให้เสร็จสรรพ ราคาร้อยกว่าบาท  ก็น่าใช้ดีครับ  

สายไฟผมใช้สายอ่อน 2*2.5ครับ   ที่คีบขั้วแบตใช้ได้ประมาณ1ปี ก็มักจะผุพังครับ  ผมลองเปลี่ยนมาใช้ที่หนีบผ้าที่ทำจากสแตนเลสแล้วค่อยใช้ที่คีบอีกทีครับ  จริงหาขั้วแบตทองเหลืองมาใช้น่าจะจบกว่าครับ เวลาต่อสายไฟด้วยเต๋าต่อไฟ หรือจับพันกัน ควรใช้เทปพันสายไฟ พันปิดไว้ไม่ให้ความชื้นเข้า จะช่วยยึดอายุจุดที่ต่อไฟครับ 

tieng71@gmail.com








เครื่องชาร์จแบบCapacitor เครื่องเดียวชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกความจุ

เครื่องชาร์จแบบCapacitor เครื่องเดียวชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกความจุ

ส่วนใหญ่ผมใช้กับแบตฯรถยนต์ครับ แนะนำให้คีบคีมดำ คีมแดง กับแบตเตอรี่ให้แน่นดีก่อน แล้วค่อยเสียบไฟบ้านนะครับ  เครื่องชาร์จแบบนี้จ่ายไฟสูงเกือบ2เท่าของไฟบ้านครับ ถ้า220V ก็จะมีไฟออกที่ปลายทาง340V.เลยครับ
วงจรนี้เป็นวงจรส่วนแรกของเครื่องชาร์จไฟ(adaptor ac to dc)ทุกชนิดครับ
แต่ไม่มีส่วนท้ายที่มีวงจรปรับแรงดันไฟV.
ทำตามรูปแรกก็พอครับ





ส่วนประกอบมี
1.ไดโอดบริจ จากมีตัวถังโลหะช่วยระบายความร้อน ราคา25-50บาท
2.Capacitor 40mfd 450V.  ราคา 250บาท เอาcapacitorจากแอร์บ้าน(3ขา)ที่เสีย1ขา มาใช้ได้ครับ
3.สายไฟ , สวิท , ปลั๊ก , เบรคเกอร์ ,

 ผมต่อCไว้3ตัว 30mfd 6mfd 6 mfd ต่อขนานกัน มีสวิทไว้เปิด-ปิด เลือกAที่ต้องการได้ ใช้สวิทของเครื่องเจียร์ที่เสียแล้วมาต่อวงจร  ใช้ได้ไม่นานเท่าไหร่สวิทก็เสียครับ เพราะว่าผมเปิด-ปิดหลังจากเสียบไฟบ้านแล้วครับ
30mfdให้กระแส 2.16A.  ,6mfdให้กระแส0.43A.


C ขนาด6mfd ของพัดลมทั่วไปครับ

C ขนาด30mfd ของปั้มน้ำ ราคาแพงไปหน่อย แพงกว่าCที่ใช้กับแอร์บ้านครับ


https://www.youtube.com/watch?v=POiPpTZ1nA0
https://www.youtube.com/watch?v=qPpvq85ZJC0
http://poormanguides.blogspot.com/2009/05/updated-chargerdesulfator.html
http://poormanguides.blogspot.com/2009/06/homemade-diy-battery-desulfator-charger.html
http://mydiyaddiction.com/diy-battery-desulfator-charger/

tieng71@gmail.com


วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

ALUM เอามาใส่แบตเตอรี่ เค้าว่าถูก ปลอดภัย หาง่าย

มันคืออะไรหว่า หาอยู่ตั้งนาน ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ในที่สุดก็เจอที่ร้านขายของชำ
ใส่แบตเตอรี่แล้วดียังไง
ผมเอามาใช้กับแบตที่เพิ่งเสื่อมน้อยๆ ไปจนถึงเสื่อมมากๆ นะครับ   คือของมันเสียแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวพังอีก  ครั้นจะทำสาวแบตฯ ก็ได้ไฟไม่ค่อยแรงเท่าไหร่นัก  ใช้ALUMก็ได้ไฟไม่แรง แต่ใช้กับSolar Cell +หลอดLED ได้นานกว่าวิธีทำสาวแบตฯสะอีก
วิธีการ
1.เทน้ำกรดเก่าออกให้หมด ผงตะกอนสีดำที่ออกจะแบตเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมและคน เอาไปใส่ไว้ในแบตลูกที่ใช้ไม่ได้
2.ใส่สารละลาย โซเดียมไปคาร์บอเนต เพื่อปรับค่าpHให้เป็นกลาง ถ้าไม่มีก็ใช้น้ำปูนใสแทนได้ เอาเฉพาะน้ำใสๆนะครับ อย่างว่าแบตมันเสียแล้ว ทิ้งไว้สัก1-2ชม.แล้วเทน้ำออก หรือจะไม่ปรับpHเลยก็ได้ครับ
3.คว่ำตากแบตฯ สัก2-3วัน
4.เอาALUM มาบดให้เป็นผง ด้วยครก+สาก ALUMละลายน้ำไม่ค่อยดีนัก
5.ตวงผงALUM 150-160กรัม ใส่ในขวดน้ำ1.5ลิตร แล้วเติมน้ำกรองRO. ไม่ต้องเต็ม เหลืออากาศไว้เขย่าหน่อย อุ่นน้ำในขวดให้พอจับขวดเขย่าได้ ALUMจะละลายเกือบหมด แล้วเติมน้ำให้เต็มขวด เป็นอันเสร็จ
6.เติมสารละลายALUMในข้อ5 ลงในช่องแบตฯให้ได้ระดับ จนครบทุกช่อง
7.ชาร์จแบตด้วยเครื่องชาร์จทั่วไปคงไม่เข้า ต้องชาร์จด้วยเครื่องชาร์จแบบCapacitorก่อน  จนโวลต์ขึ้นถึงระดับเครื่องชาร์จทั่วไปชาร์จเข้า่ครับ หรือชาร์จด้วยแผงsolar cell แบบต่อตรงเลยก็น่าจะได้ครับ
8.เมื่อชาร์จแบตด้วยเครื่องชาร์จทั่วไปจนเต็มแล้ว นำไปใช้กับSolar Cell +หลอดLEDได้แล้ว  สัก2-3เดือน ก็ค่อยดูน้ำว่าแห้งมั้ย ถ้าแห้งก็เติมสารละลายสารส้มALUMจนได้ระดับ

ผมซื้อมา9-11บาท/กก. บางที่ขาย20บาท/กก. ก็ใช้ไปเถอะไม่แพงครับ แบต80Ah 1ลูกใช้ประมาณ 200-400กรัม แบตประเภทMFจะใช้น้ำน้อยกว่า

เหมาะกับการติดตั้งหลอดไฟจุดใหม่ ที่ไม่มีไฟ220v. ผมต่อแผงsolar cell กับแบตฯโดยตรงไม่ผ่านเครื่องPWM แต่ต้องต่อไดโอดไว้กันไฟย้อนด้วย แผงบางยี่ห้อต่อไดโอดระหว่างขั้วบวก-ขั้วลบ ไม่รู้ว่าทำไมถึงต่ออย่างนี้ ต้องต่อขั้นกลางในสายไฟขั้วบวกสิหรือผมเข้าใจอะไรผิด ถ้าเจอต่อแบบนี้ ต้องต่อไดโอดไว้กันไฟย้อนเพิ่มอีก1อัน เลือก10A สำหรับแผงเล็ก-กลาง ถ้าแผงใหญ่ต้องใช้ไดโอดบริจ50A
และต่อสวิทแสงแดดเพื่อให้ปิด-เปิดอัตโนมัติระหว่างกลางวัน-กลางคืน ท่านใดอยากให้ไพกระพริบ ก็ให้แสงจากหลอดส่องโดนสวิทแสง จะเปิด2sec.ปิด4.5sec. ประมาณนี้  ผมเลือกใช้LED chip 10W. 9-12v. ไม่ได้ต่อR1.5ohm  แสงสว่างดี แต่ร้อนมาก ก็เลยทำให้กระพริบสะเลย
ถ้าเปิดตลอดจะร้อนมากจริงๆ ต้องใช้พัดลม+sink cpuช่วยระบายความร้อน ผมลองต่อมาแล้ว LED chip 10W. 4ดวง ติดกับheat sink cpu+พัดลม ทำให้ระบายความร้อนได้ทัน รวมทุกจุดแล้ว 18ดวง(180W)+psu12V  วัดแอมป์แล้วจะกินไฟเท่าๆกับหลอดนีออน36W+บัลลาสขดลวด 3ชุด

tieng71@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

ToT netcall บน android

TOT netcall ผมสมัครมานานแล้วเผื่อไว้โทรหาญาติที่ต่างประเทศ หรือไว้โทรกลับไทยเวลาไปเที่ยวตปท.  เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครใช้กันเท่าไหร่แล้วมั้ง ผมก็เติมเงิน50บาททุกๆปี เพื่อยืดเวลาการใช้งานให้ได้ออกไปอีก1ปี  ส่วนใหญ่ใช้บนandroidมันไม่ค่อยworkเลย (เมื่อก่อนใช้แอพ sipdroid มาตลอด) ใช้ยากมาก มีปัญหาเยอะ แต่ถ้าใช้กับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ(pap2t)จะดีกว่า เสียงสนทนาชัดเจนไม่ขาดตอน (ต่อตรงกับโทรศัพท์ธรรมดาอีกที) หรือใช้tot netcallบน i phone ก็ดีกว่าครับ เพราะแอพเค้าทำมาเฉพาะให้ไม่กี่รุ่นที่ i phone มี


บนมือถือ xiaomi mi2s 16GB
โปรแกรม MizuDroid
โทรออกไปเบอร์พื้นฐานของtotง่าย
คุณภาพเสียง มีสดุดเป็นช่วงๆ
เทียบกับsipdroid บนมือถือเครื่องนี้น่าจะดีกว่านะครับ
ดาวน์โหลดมาแล้วตั้งค่าตามนี้ครับ
 ดูรายละเอียดของมือถือที่ใช้ก่อนครับ

เปิดโปรแกรมมาแล้วเลือกใส่ค่าที่ server , username , password ครับ


ใส่เบอร์ tot netcall ของคุณเอง


 ใส่passwordของคุณเอง



ท่านใดใช้แล้วได้ผลอย่างไรช่วยกันแชร์ด้วยครับ 

MizuDroid 1.6.apk 


วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ฟื้นชีพแบตรถยนต์เก่าเก็บ

เป็นแบตที่เติมน้ำกรดแล้วแต่ไม่ได้ใช้นานมากตั้งแต่ปี2549 ตอนนี้ก็ล่วงมาถึงปี2557แล้ว ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะปลุกชีพมันได้เลยเพราะแผ่นธาตุติดกันเป็นก้อนเดียวกันหมดเลย
มาดูสภาพกันก่อนครับ


ที่เห็นเป็นสีส้มๆ เป็นรอยที่เกิดจากที่ผมได้ลองใส่ผงดีเกลือ(ฝรั่ง)ลงไป

ภายในเกลือตะกั่วซัลเฟต(ขาวๆ)เยอะมากครับ ไม่ละลายน้ำด้วย

   ตอนแรกจับใส่ผงดีเกลือลงไปหน่อยแล้วชาร์จด้วยเครื่องชาร์จทำเอง(คาปาซิเตอร์ชาร์จเจอร์)  ชาร์จไปสักพักแบตก็จะอุ่นๆ ไม่มีฟองอากาศ  แสดงว่าแบตไม่มีความสามารถในการทำปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าย้อนกลับเพื่อประจุไฟได้เลย ชาร์จเข้าไปได้นิดเดียว แล้วก็ไม่เข้าอีกเลย  วัดโวลต์ก็ขึ้นมากนิดเดียวจาก1โวลต์กว่าๆมาเป็น2-3โวลต์
  ลองวัดถพ.ดู และหยดน้ำแบตลงพื้นปูนแล้วไม่เกิดฟอง แสดงว่าน้ำในแบตเกือบจะเป็นน้ำเปล่าเลย  กรดแบตแปรสภาพเป็นน้ำไปเกือบเกลี้ยงเลย  เลยเปลี่ยนน้ำในแบตให้มีความพอดีกับกรดแบตและเติมสารละลายดีเกลือลงไปเล็กน้อย แล้วชาร์จด้วยเครื่องชาร์จแบบนี้  http://www.walletdd.com/article/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E2%80%A6%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86-%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87
    ชาร์จไปได้3วัน3คืน มีฟองเกิดขึ้นน้อยมาก ต้องใช้นิ้วเคาะถึงจะเห็นฟองก๊าซลอยขึ้นมา  และน้ำในแบตเอ่อขึ้นมาเกือบล้นออกมา เพราะว่าฟองออกที่เกิดขึ้นไม่ลอยขึ้นมา อาจเป็นเพราะขี้เกลือขวางทางอยู่
    เลยต้องเปลี่ยนแผน ล้างแบตใส่น้ำร้อน แช่น้ำยาล้างห้องน้ำ1ฝาไว้1ชม. แล้วคว่ำน้ำทิ้ง เติมสารละลายโซดาไบคาร์บอเนต พร้อมปรับสภาพให้เป็นกลาง ล้างน้ำกรอง/น้ำกลั่นอีก2-3รอบ ให้สิ่งสกปรกออกและมีpHเป็นกลาง เสร็จแล้วก็เติมสารละลายalum1ส่วนน้ำกลั่น10ส่วนตอนแรกว่าจะใช้ที่1:16 ลงไปแทนกรดแบตทั้งหมด
    วิธีทำที่ฝรั่งเค้าแนะนำไว้คือ
1.เทน้ำกรดแบตทิ้ง
2.ล้างเอาตะกอนออก
3.ปรับค่าpHให้เป็นกลาง
4.ล้างด้วยน้ำกลั่นอีก2-3รอบ
5.ใส่สารละลายalum 1:16-1:10แทนน้ำกรดแบต
6.ชาร์จเต็มและดิสชาร์จออกให้เหลือโวลต์น้อยๆ 3รอบ
ที่มาของการเติมalum http://www.smartliketruck.com/2010/12/lead-acid-to-alkaline-conversions/
http://www.hho4free.com/bedini_alkaline_battery.htm ฝรั่งเค้าว่ากันว่าราคามันถูกมากและหาได้ง่ายอีกด้วย ผมหาอยู่หลายวันกว่าจะได้มา มันถูกกว่าดีเกลืออีกครับ หาง่ายได้กว่าด้วยครับ
   เสร็จแล้วลองชาร์จดู ผลออกมาแบบเดิม ก็เลยต้องชาร์จด้วยเครื่องชาร์จทรานซิสเตอร์ทิ้งไว้ไปก่อน วันนี้9/2/2557ทำได้แค่นี้ก่อน

   13/2/2557 หลังจากชาร์จได้1วัน ดูแล้วไม่ได้ผล  ก็เลยเทน้ำออกแล้วใส่สารละลายโซดาไฟ(บ้าไปแล้ว) เขย่าๆแล้วน้ำขุ่นๆน้ำตาลดำ  ชาร์จทิ้งไว้อีก2วัน  ก็ไม่ได้เรื่องอะไรเกิดขึ้น  เททิ้งอีกใส่น้ำลงไปบางส่วนแล้วตามด้วยกรดแบตเก่า ชาร์จดูอีก
   14/2/2557 สังเกตุดู2ช่องกลางเหมือนเดิม  แต่2ช่องซ้าย/ขวา มีอาการดีขึ้นพอสมควร แน่จะเป็นเพราะการสลายผลึกเกลือโดยเครื่องชาร์จ การใช้กรดเกลือหรือโซดาไฟกัดช่วยได้นิดเดียว

tieng71@gmail.com



วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การใช้แบตเตอรี่อย่างถูกวิธี

แบบเบื้องต้นได้ผลแน่นอน
1.แบตเตอรี่ธรรมดา (ไม่ใช่MF) หลังจากเติมน้ำ ชาร์จครั้งแรกแบบช้าข้ามคืนด้วยเครื่องแบตฯทั่วๆไป
2.ระหว่างใช้ห้ามปล่อยน้ำในแบตแห้ง และปรับความเข้มข้นให้ได้มาตราฐานทุกปี
3.ไม่ให้แบตมีความร้อนสะสมสูงบ่อยๆ ความร้อนทำให้แบตเสื่อมเร็ว ทำให้น้ำกรดมีความเป็นกรดน้อยลง ซัลเฟอร์บางส่วนแตกตัวกลายเป็นไอเพราะความร้อน  ข้อนี้คงจะทำได้ยากสำหรับบางท่าน ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่าคิดมาก ทั้งๆที่เป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเสื่อมเป็นอันดับต้นๆเลย
4.จำเป็นต้องชาร์จไฟแบบช้าทุกเดือนเพื่อเติมไฟให้เติมตลอดเวลา จะซื้อเครื่องชาร์จ12v.2A. ไว้ชาร์จข้ามคืนที่บ้านก็ได้ แบบนี้เต็มแล้วตัดเอง หรือจะเอาadaptor 13.5v. แบบขดลวดมาชาร์จก็ได้ ราคาไม่น่าต่างกันเกินร้อยบาท
     หากทำได้ทุกข้อโดยไม่ตกซักข้อเลยแบตฯของคุณจะมีอายุถึง5-6ปีได้เลย  แต่หากขาดข้อใดข้อหนึ่งแบตฯก็ยังมีอายุมากกว่าเดิมถึง1.5-2เท่าเลยครับ

ดีเกลือ+battery
    ดีเกลือไทยนี่ดีที่สุด(โซเดียมซัลเฟต) ใช้เติมแบตใหม่หรือแบตเก่า สามารถยืดอายุได้ึถึง3-4เท่าเลยครับ  สัดส่วนที่เหมาะสมให้ใช้ตามนี้
กรดซัลฟูริค=3.5 โมล/ลิตร
โซเดียมซัลเฟต=0.05 โมล/ลิตร
ผมก็ไม่รู้ว่าวัดค่า หรือชั่งตวง ยังไงให้ได้อย่้างนั้น แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้าใช้มากไปจะทำให้แบตพังเร็วกว่าเดิมครับ
http://www.saers.com/recorder/craig/TurquoiseEnergy/Na2SO4.html
http://link.springer.com/article/10.1007%2Fs40242-013-2261-1#page-1
http://www.electrochemsci.org/papers/vol5/5071046.pdf
เติมน้ำโซดา และอื่นๆ  http://homepages.ihug.co.nz/~pcaffell/Battery_Maintanence_Tips.pdf

เรื่องพวกนี้ทำกันมาตั้งแต่ยุค70กันแล้วครับ

วันนี้ลองฟื้นฟูแบตlead acid

แนวทางการซ่อมแบตที่หมดสภาพแล้ว
    อันนี้เป็นการซ่อมแบตเก่าที่ใช้startรถไม่ได้แล้ว และนำมาใช้กับsolar cell เท่านั้นครับ ส่วนการดูแลรักษาแบตให้ใช้ได้นานก็ใช้วิธีนี้เหมือนกันแต่ให้ทำตั้งแต่เนิ่นๆ ไว้จะสรุปอีกที (มีเว็บแนะนำเยอะแยะ)

    จากที่ได้เกริ่นนำเรื่องการสลายผลึกเกลือ และได้ลองทำดู พอที่จะสรุปวิธีที่เหมาะกับตัวเองดังนี้
1.ปรับความเข้มข้นกรดให้ได้1250-1260 จะเททิ้งเลยแล้วซื้อแบบสำเร็จมาเติม หรือจะเทลงในกาละมังแล้วเอาที่ใสๆมาปรับกรดเอาไปใช้ต่อ ก็ได้
2.ละลายดีเกลือ(ฝรั่ง/ไทย ได้ทั้งนั้น)ในน้ำร้อนจนอิ่มตัวและทิ้งไว้ให้เย็น
3.เติมสารละลายดีเกลือลงไปในแบตหรือผสมกับน้ำกรดแบตฯก่อนเติมก็ได้ กะประมาณให้ได้เท่ากับ1/2-2ช้อนชาของดีเกลือแห้งในแต่ละช่อง แล้วแต่ขนาดแบต35-85Ah
4.ชาร์จแบตด้วยเครื่องชาร์จแบตแบบช้า ผมชอบแบบตามนี้  http://www.walletdd.com/article/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E2%80%A6%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86-%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87 (ยังไม่ได้ซื้อเครื่องชาร์จแบตฯเลยลองDIYไปก่อน) เพราะว่าชาร์จได้ตั้งแต่แบต0v.ถึง12.5v. และก็สลายผลึกเกลือไปด้วย  แบบที่ว่าควรติดheat sinkให้กันทรานซิสเตอร์ด้วยครับ มันร้อนมาก ของผมติดและเอาheat sink แช่น้ำไว้เลยครับ แต่ถ้าใช้adaptor12v.หรือ13.5v. adaptorอาจเสียหายได้ เพราะไม่สามารถใช้ชาร์จโวลต์ต่ำๆได้  เห็นว่าชาร์จได้ไม่เกิน12.5v. http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=90566.0  ชาร์จทิ้งไว้เลยครับในyoutubeเค้าลองทิ้งไว้30วัน ผลึกเกลือขาวๆหายหมดเลยครับ

หลังจากแบตมีโวลต์ขึ้นมาถึง11-12v.ก็สามารถใช้adaptorต่อตรงได้แล้ว และก็พ่วงเครื่องสลายผลึกเกลือที่ทำขายกัน เพราะว่ามีความถี่ไม่เท่ากับที่ผมทำเอง ลองให้แบตได้ถูกกระตุ้นได้หลายๆความถี่  จากที่ดูyoutube แบตจะถูกกระตุ้นได้หลากหลายความถี่ตามเครื่องที่ผลิตในแบบต่างๆ แต่ที่เห็นในaliexpressจะอยู่ที่10KHz. ผมก็ทำเองและซื้อมาลองทั้งของaliexpressและของไทยทำ ของพี่เค้ารับประกันแบบไม่มีกำหนด เสียเมื่อไหร่ก็เอาไปแลกอันใหม่มาครับ ราคาก็น่าพอใจพอๆกันครับ

ลองแล้วแบตเอากลับมาใช้ได้จริงมั้ย
อันนี้ก็แล้วแต่แบตที่เอามาทำครับ แต่ที่แน่ๆแบตที่มีค่าเหลือแค่2.5v. ผมก็ชาร์จเข้ามาแล้ว และเอากลับมาใช้กับsolar cellได้อีก แต่บางทีก็ไปเจอแบตช็อตตูดมา ทำให้ได้โวลต์ไม่ถึง12v. คือระหว่างช่องแบตมันทะลุถึงกัน

แบตช็อตตูด นี่ผมเจอกับแบตฯที่มากับรถโตโยต้าทั้ง3ลูกเลยครับ ตอนนั้นใช้วิธีล้างแบตทำสาว ผมเลยรู้สึกไม่ดีกับวิธีล้างแบตทำสาว ต้มน้ำร้อนใส่น้ำกรดเกลือเลยครับ สงสัยใส่กรดเกลือเยอะไป

แบตที่ทำง่ายที่สุดคือแบตที่เพิ่มหมดสภาพ
แบตที่ใช้เวลาแก้นานที่สุดคือแบตที่เติมน้ำกรดแล้วเก็บไว้นานๆ ไม่ได้ใช้


หาวิธี DIY shunt (ชั้น) เพื่อทำแอมป์มิเตอร์

shunt เป็นตัวนำที่ใช้วัดค่าโวลต์ที่ลดดงตามระยะทางของตัวนำ=0.001ohm เพื่อนำมาวัดกระแสDC.

ลองเทียบค่า(ไม่รู้ว่าเข้าถูกมั้ย,ไม่เรียนมาทางนี้)

Wire Length (feet) =
1000 * Target Resistance (Ohms)

Ohms per 1,000 feet

สายVFF 5.0sq.mm. จะอยู่ประมาณ 10.22 awg  แล้วนำมาคำนวณแล้วจะได้ระยะ25.37ซม.
สายVFF 2.5sq.mm. จะอยู่ประมาณ 13.30 awg  แล้วนำมาคำนวณแล้วจะได้ระยะ14.13ซม.
สายVFF 1.5sq.mm. จะอยู่ประมาณ 15.41 awg  แล้วนำมาคำนวณแล้วจะได้ระยะ 8.30ซม.
สายVFF 1.0sq.mm. จะอยู่ประมาณ 17.16 awg  แล้วนำมาคำนวณแล้วจะได้ระยะ 4.94ซม.

   เอาแบบDIY(กรูทำเองสุดๆ) ให้เปิดแผลสายไฟสีดำ (-) ห่างกันตามค่าดังกล่าว แล้วใช้มิเตอร์วัดเลยครับ ให้ปรับมิเตอร์ไปที่ mVDC.
   ลองวัดกับสายVFF2.5sq.mm. ที่ระยะ14ซม. กับcapacitive charger (ตามแบบคุณริชชาร์จhttp://poormanguides.blogspot.com/2009/05/updated-chargerdesulfator.html?m=1) มีคาปาซิเตอร์=36mfd,42mfd วัดค่าได้ที่ 2.3mV. , 2.75mV. ตามลำดับ ขณะที่ตามการคำนวณ(=2*(22/7)*V*ความถี่*ความจุcapacity)จะต้องเท่ากับ2.56mV. , 3.02mV. ตามลำดับ

ก็ยังงงๆอยู่ว่าทำไมdiyอีกเว็บทำไมได้ยาวจัง  http://cheapampmeter.blogspot.com/2009/08/cheap-diy-digital-amp-meter.html (มันเป็นของฝรั่งมั้ง)


แหล่งข้อมูล
http://www.reuk.co.uk/Make-a-Shunt-Resistor.htm
http://www.reuk.co.uk/AWG-to-Square-mm-Wire-Size-Converter.htm
http://amasci.com/tesla/wire1.html

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

รวบรวมการยืดอายุแบต-การฟื้นฟูแบตเตอรี่ Lead-Acid

วิธีการยืดอายุแบต-การฟื้นฟูแบตเตอรี่Lead-Acid มีหลายวิธี
1.ใช้สารเคมีสลายซัลเฟตเติมลงในช่องน้ำกรด
เช่นล้างแบตทำสาว , ล้างด้วยน้ำร้อน ,ใช้สารเคมีเติมลงไปในแบต (EDTA,ดีเกลือไทยคือโซเดียมซัลเฟต,ดีเกลือฝรั่งคือแมกนีเซียมซัลเฟต หรือที่รู้จักกันในชื่อ เกลือยิปซัม (Epsom salts) ใช้เป็นยาระบาย) และใช้วงจรพัลส์สลายผลึกตะกั่วซัลเฟต(ผลึกเกลือ) ซึ่งวิธีทั้งหมดทำเพื่อเอาผลึกเกลือออกทั้งสิ้น เมื่อเอาออกแล้วแผ่นธาตุจะบางลงและมีไฟแรงขึ้นแต่ก็ไม่เท่าของใหม่ แล้วเมื่อแผ่นธาตุบางลงมากๆแล้ว ก็มีโอกาสแตกหักได้ง่าย การที่จะใช้แบตเก่ากับรถยนต์ต่อไปก็เสี่ยงที่จะได้กินข้าวลิง เพราะไม่รู้ว่าแผ่นธาตุจะแตกเมื่อไหร่
-การฟื้นฟูแบตเตอรี่ ควรทำทุกๆรอบ1ปี เพื่อขจัดตะกอนตะกั่วและผลึกเกลือไม่ให้เบียดกันจนแบตบวม ตะกอนตะกั่วที่เทออกมาให้นำเก็บไว้เท กลับลงไปในแบตเมื่อแบตเสีย แล้วค่อยเอาไปชั่งกิโลขาย ไม่ควรเททิ้งลงพื้น เพราะเป็นสารพิษตกค้างยาวนาน
-ส่วนน้ำกรดในแบตคือกรดกำมะถัน หรือกรดซัลฟูริค มีลักษณะใสไม่มีกลิ่น ทำลายปอดได้ ระเหยได้ในอุณหภูมิห้อง แต่เมื่อโดนความร้อนซัลเฟอร์จะระเหยออกกลายเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซึ่งมีกลิ่นกำมะถัน กรดที่มีถ.พ.(ความถ่วงจำเพาะ)1250จึงจะเหมาะสมที่จะใช้กับแบต การที่หลายๆท่านบอกว่าต้องเททิ้งเพราะไม่มีเครื่องวัดถ.พ. และยุ่งยากในการปรับถ.พ. ซึ่งเราสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยทิ้งให้ตกตะกอนแล้วเอาเฉพาะน้ำกรดใสๆมาใช้ได้แล้วมาปรับกรดอีกที  แต่ถ้าต้องการเททิ้ง ควรทำให้เป็นกลางด้วยแบคกิ้งโซดา หรือน้ำปูน หินปูน
-การล้างแบตทำสาว ในขั้นตอนที่ใส่กรดเกลือ การใส่น้ำยาล้างห้องน้ำมากเกินไป อาจทำให้แผ่นแตกและเสียหายได้ เช่นกันกับการใส่ดีเกลือก็ไม่ควรใส่มากเกินไป สำหรับแบตเก่า35Ah ให้เริ่มที่1/2-3/4ช้อนชา ละลายน้ำ แล้วแบ่งใส่ให้เท่าๆกันทั้ง6ช่อง แล้วค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นหากต้องการ
-ดีเกลือSodium Sulfate Salt (Na2SO4) มีข้อมูลตามเว๊บ http://members.shaw.ca/Craig-C/Na2SO4.html ได้บอกว่าสามารถยืดอายุแบตได้ถึง3-4เท่าเลยครับ
ปริมาณที่ใช้สำหรับแบตใหม่ หน่วยเป็นปอนด์ ปริมาณการใส่ดีเกลือช่องละ2.5-3กรัมต่อน้ำหนักแบต5ปอนด์
(small car batteries 28-34 pounds)
(medium car battery 33-40 pounds)
(typical 45-55 pound "size 27" deep cycle battery)
-ดีเกลือฝรั่ง magnesium sulfate Salt
มีหลายเว๊บของฝรั่งเขียนไว้มากมาย อ่านไม่ไหว เอาเป็นว่าให้ใส่เท่ากับ Sodium Sulfate Salt หรือน้อยกว่าก็ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นแม็กนีเซียมหรือโซเดียม ทั้ง2ตัวนี้จะเข้าไปขัดขวางการรวมตัวของเกลือตะกั่วไม่ให้เป็นผลึกใหญ่ ผลึกใหญ่เป็นสาเหตุทำให้แบตเสื่อม และแน่นอนการเกิดปฏิกิริยาไปกลับระหว่างตะกั่วซัลเฟต,ตะกั่ว,ตะกั่วออกไซด์ จะมีอนุภาคตะกั่วบางส่วนไม่เกาะหรือเกาะไม่แน่นกับแผ่นธาตุ แล้วจะมีตะกอนตะกั่วตกลงไปที่ก้นแบตหรือตกค้างระหว่างแผ่นธาตุ

2.ใช้เครื่องสลายทางไฟฟ้า-วงจรสลายผลึกเกลือ ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องชาร์จแบตในตัวเดียวกัน
2.1.มีทั้งแบบเฉพาะเครื่องสลาย และแบบชาร์จไปสลายไปในเวลาเดียวกัน  ที่ทำขายกันอ้างว่าความถี่พัลส์ที่เหมาะสมจะเท่ากับ10KHz (ของไทยทำเป็น1KHz http://www.vlovepeugeot.com/forum/index.php?topic=8665.0) ใช้ติดข้างๆแบตในรถยนต์ได้เลยหรือใช้ร่วมกับเครื่องชาร์จภายนอกได้ การชาร์จแบตไม่ควรใช้แหล่งจ่ายไฟเข้าชาร์จแบตเกิน 10% และ ต่ำกว่า 2%   เช่น แบต 75 Amh ควรใช้ ระหว่าง 1.5 -7.5 Amh ครับ แต่จะใช้มากกว่าก็ได้ (แบตร้อนและเสื่อมไว น้ำกลั่นพร่องไว) หรือน้อยกว่าก็ได้ (ไฟจะเพียงพอแค่ช่วยสลายผลึกแต่แทบจะไม่ช่วยชาร์จแบต)

2.2.แบบHome made สลายผลึกเกลือและชาร์จได้หลากหลายแรงดันด้วยเครื่องเดียว  แต่ไม่มีวงจรตัดไฟเมื่อแบตเต็ม แบบง่ายทำได้เอง มี2แบบ คือ
2.2.1แบบที่ใช้ คาปาซิเตอร์กับไดโอดบริจด์ http://poormanguides.blogspot.com/2009/05/updated-chargerdesulfator.html แบบนี้จะชาร์จแบตได้ตั้งแต่ 6v. ไปจนถึงหลายๆโวลต์ แต่ไฟแรงสูงและมีอันตราย ให้ความถี่พัลส์เป็น2เท่าของความถี่ไฟบ้าน ให้ใช้คีมคีบขั้วแบตก่อนเปิดสวิตท์ทุกครั้ง และปิดสวิตท์ก่อนเอาออกทุกครั้ง การที่ไม่คีบขั้วแบตก่อนอาจทำให้อุปกรณ์ชำรุด และมีไฟขาออกสูงถึง 340V.100Hzสำหรับไฟบ้าน220V.50Hz , 170V.120Hzสำหรับ 110V. 60Hz  แอมป์ที่ได้จะเท่ากับ 2*22/7*230*50*ความจุคาปาซิเตอร์30MFD(ไมโครฟารัด)=2.16857แอมป์ แต่ถ้าคีบขั้วแบตก่อนเครื่องชาร์จจะจ่ายไฟเพื่ออย่างเหมาะสมเอง กระแสที่เหมาะสมให้สังเกตุที่แบตว่าขณะชาร์จ แบตต้องไม่ร้อน ผมลองที่12MFDกับแบต85Ahมีฟองมากพอสมควรและแบตไม่ร้อน ,และลอง30MFDกับแบต35Ahแล้วทำให้แบตร้อน
2.2.2แบบขดลวด+ทรานซิสเตอร์+R
http://www.walletdd.com/article/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E2%80%A6%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86-%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87
จะให้ความถี่สูงหลายช่วงแล้วแต่อุปกรณ์ที่นำมาใช้ มีบางเว๊บว่าไว้ประมาณ40KHz ซึ่งผมลองกับแบบของไทย adaptor12v. 1200ma , 5v.2A กับแบต35Ahก็มีฟองก๊าซผุดขึ้นพอควร


ข้อมูลบางส่วนคัดลอกมาจากที่อื่น
สตาร์ทรถแล้ว ไฟต้องไม่ต่ำกว่า 13.1 VDC ถ้าไม่ถึง แสดงว่าไม่รั่วก็ มีโหลดดึงไฟอยู่ ถ้าเร่ง ไฟต้องไม่เกิน 14.6 VDC (แผ่นชาร์ต จำกัดแรงดัน)จะ Charge ให้เต็มแบต หม้อแปลงก็ต้องมีแรงดันมากกว่าแบต แต่หากมากเกินไปกระแสไหลเข้าแบตมากเกินไปเกิดความร้อนพร้อมกับปฏิกิริยา Electrolysis แยกน้ำ ซึ่งจะได้ทั้ง Hydrogen และ Oxygen หากเกิดจนระบายไม่ทันแบตก็พังได้ จึงต้องควบคุมกระแสไม่ให้มากเกิน,เปิดจุกออก และแรงดันก็ต้องไม่ให้มากเกินไปม่ายงั้นหม้อแปลงก็จ่ายกระแสให้แบตไม่หยุด แม้ว่าแบตจะเต็มแล้ว พลังงานส่วนเกินที่เหลือก็จะเปลี่ยนเป็นความร้อนเผา Electrolyte จนแห้ง

การชาร์จแบตไม่ควรใช้แหล่งจ่ายไฟเข้าชาร์จแบตเกิน 10% และ ต่ำกว่า 2%เช่น แบต 75 Amh ควรใช้ ระหว่าง 1.5 - 7.5 Amh ครับแต่จะใช้มากกว่าก็ได้ (แบตร้อนและเสื่อมไว น้ำกลั่นพร่องไว)หรือน้อยกว่าก็ได้ (ไฟจะเพียงพอแค่ช่วยสลายผลึกแต่แทบจะไม่ช่วยชาร์จแบต)

วิธีการยืดอายุแบต
1.ใช้สารเคมีสลายซัลเฟตเติมลงในช่องน้ำกรด
2.ใช้เครื่องสลายทางไฟฟ้า

สาเหตุหลักที่ทำให้แบตเสื่อมเร็ว
1.เกิดการจ่ายประจุมากเกินไป  และไม่ได้ชาร์จในเวลาอันสมควร  คือ  Discharge  ออกมาแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ชาร์จ –  โอกาสเกิดน้อยมาก
2.เกิดจากความเข้มข้นของกรดซัลฟุริกที่ไม่เหมาะสม  มากไป ( น้ำแห้ง ) หรือ น้อยไป – อยู่ที่เราดูแล
3.ใช้งานที่อุณหภูมิสูงติดต่อกันนานๆ  - ถ้าไม่เกิน 70  องศา  ก็ไม่เป็นไร
4.กรณีไม่ใช้รถนานๆ  หรือ  ไม่มีการชาร์จแบต เช่นจอดรถทิ้งไว้นานๆแล้วไปต่างประเทศ
5.การสะสมของซัลเฟตที่แผ่นธาตุ – ปัจจัยนี้ควบคุมไม่ได้แต่ปัจจุบันได้
6.เกิดการลัดวงจรภายใน
7.สะพานไฟเสียหาย
8. อื่นๆ

อาการสะสมของตะกั่วซัลเฟต
1.เมื่อมีการสะสมของซัลเฟตที่แผ่นธาตุมากๆขึ้น  จะพบว่าเวลาแบตจ่ายไฟจะทำให้ V  ลดลงเร็วมาก  และตอนชาร์จ  ค่า V  ก็จะเพิ่มเร็วมากเนื่องจากค่าความต้านทานภายในสูงขึ้น  ซึ่งเกิดจากการสะสมของซัลเฟตที่แผ่นธาตุ
2.แรงดันไฟฟ้าของแบตต่ำกว่าเกณฑ์
3.กินน้ำกลั่น  เนื่องจากขณะชาร์จ  เกิดฟองแก๊สมากจึงระเหยออกไปได้
4.แผ่นธาตุ  ขรุ  ขระ  แข็ง
จากสาเหตุการเสื่อมของแบต  สาเหตุจากการเกิดซัลเฟต  เป็นสิ่งที่มีผลต่ออายุของแบตมาก  โดยหากสามารถทำการสลายซัลเฟตออกได้ก็เท่ากับยืดอายุของแบตออกไป  ซึ่งอาจเป็น 2 เท่า  ของปกติได้  หรือ  อาจอยู่ได้นานถึง 5 ปี  หากทำการสลายซัลเฟตเป็นประจำ แนะนำให้ทำทุก 2-3เดือน

โครงสร้างแบตเตอร์รี่
1.แผ่นธาตุตะกั่ว
- ขั้วบวก  เป็น  ตะกั่วออกไซด์
- ขั้วลบ   เป็น  ตะกั่ว
2.น้ำกรด (กรดซัลฟุริก ) ที่แผ่นธาตุจมอยู่  เพื่อทำให้เกิดปฎิกริยาเคมี  ระหว่างแผ่นตะกั่ว กับ กรดซัลฟุริก  จนทำให้อิเลคตรอนวิ่งจากขั่วลบไปขั้วบวก  แต่  กระแสไฟฟ้าจะวิ่งจากขั้วบวกไปขั้วลบสาเหตุความเสื่อมของแบตเตอร์รี่  โดยมากเกิดจากการเกาะตัวของซัลเฟตที่แผ่นธาตุ  ซึ่งทำให้ความต้านทานภายในเซลล์สูงขึ้น  จนเป็นอุปสรรคต่อการชาร์จไฟ  และ  จ่ายไฟในช่วงเริ่มแรกของการเกาะตัวของซัลเฟตที่แผ่นธาตุ  การชาร์จไฟจากไดชาร์จหรือ  เครื่องชาร์จ ก็ทำงานได้ลดลง  ซึ่งก็เป็นเหตุให้เกิดการสะสมของซัลเฟตมากขึ้นเรื่อยๆ  จนกระทั่งมากขึ้นแล้วในที่สุดก็ชาร์จไฟไม่เข้า  จ่ายไฟไม่ออก  ที่เราเรียกว่า แบตตาย  ซึ่งมาสาเหตุ90 %   มาจากการสะสมของซัลเฟต อีก 10 % เป็นสาเหตุอื่น
แบตตายแท้จริงแล้วก็เปรียบคล้ายๆอะไหล่รถเก่าเชียงกงคือเอามาล้างทำความสะอาดให้ดูเหมือนใหม่ได้ แต่ยังไงก็ไม่เหมือนของใหม่แกะกล่องและอายุการใช้งานก็เหลือน้อยลงไปตามลำดับการฟื้นฟูแบต ต้องทำตั้งแต่แบตยังใช้งานได้อยู่จึงจะได้ผลดีที่สุดดังนั้นการสลายซัลเฟต  ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องกำเนิดความถี่  หรือ  สารเคมีก็ตาม  ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีที่สามารถทำให้แบตมีอายุนานขึ้นแต่จะไม่เหมือนของใหม่ 100%

เครื่องยืดอายุแบต ฟื้นฟูแบต
ใช้เทคโนโลยี  Reverse  Pulse  ที่สามารถสลายซัลเฟตที่เกาะอยู่ที่แผ่นธาตุอย่างได้ผล  ช่วยคืนสภาพแบตเตอร์รี่ให้มีสภาพ  สดใหม่  กำลังไฟแรง  พร้อมทั้งยืดอายุ  แบตเตอร์รี่ได้ด้วย ใช้เทคนิค การควบคุมความถี่ , แอมปลิจูด ของ โวลต์ V,และกระแส A ในลักษณะของพัลส์ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบัน ในการสลายซัลเฟต

ข้อดีของการใช้เครื่องฟื้นฟูแบต คือ ในระหว่างการชาร์จไฟ  หรือช่วงฟื้นฟู  อุณหภูมิของแบตเตอร์รี่จะไม่สูง  เมื่อเทียบกับเครื่องชาร์จแบบanalogที่ระหว่างชาร์จจะทำให้อุณหภูมิของแบตสูงกว่า  ซึ่งเท่ากับเป็นการบั่นทอนอายุของแบตเตอร์รี่ด้วยระหว่างการชาร์จไฟ  หรือช่วงฟื้นฟู  การเกิดก๊าซในแบตเตอร์รี่จะน้อยกว่าการชาร์จด้วยเครื่องชาร์จทั่วไประหว่างการชาร์จหรือ  ฟื้นฟู  เครื่องชาร์จ จะทำการ  Balance  ค่า  Voltage  ของแต่ละเซลล์ให้  ซึ่งทำให้การประจุไฟ  สามารถทำได้อย่างสมดุล  ลดปัญหาการจ่ายไฟระหว่างเซลล์ภายในเอง  และป้องกันการเกิด  Over  Voltage  ของเซลล์ใดเซลล์หนึ่งได้


ขั้นตอนการทำงานของเครื่องชาร์จ (ข้อมูลได้มาจาก http://www.technology2029.com/Battery%20lead%20acid%20regenerator.html)

Step 1.  Initial  Testing  การทดสอบเบื้องต้น
เครื่องชาร์จ จะทำการส่ง  Reverse  Pulse  ไปยังแบตเตอร์รี่  เพื่อทำการตรวจเช็คสภาพ  การรับรู้กระแสไฟฟ้าของแบตเตอร์รี่เพื่อดูว่า

แบตยังสามารถชาร์จไฟได้หรือไม่  หรือหากแบตเสื่อมสภาพไปแล้วเครื่องชาร์จ  จะแจ้งผลออกมาและจะไม่ทำงานใน  Step  ต่อไป

Step  2.  Soft  Charge  การชาร์จระยะแรก
เครื่องชาร์จ จะทำการชาร์จด้วยกระแสไฟต่ำ ๆ  ก่อนเพื่อกระตุ้นแบตให้เตรียมรับสภาพประจุไฟฟ้า  ในขั้นตอนนี้หากมีปัญหาภายในแบตเตอร์รี่  เช่น  สะพานไฟภายในไม่ดี  เครื่องชาร์จ  จะหยุดทำงานทันที
เครื่องจะชาร์จด้วยกระแสไฟประมาณ  8%  Rated  หรือ  ( 8 % ) ( 15A )  =  1200  mA

Step  3.  Bulk  Charge  การชาร์จแบบ  Dump  ประจุไฟเข้าไปเป็นช่วงที่ทำการชาร์จประมาณ  80 %  ของทั้ง  8  Step  ในช่วงนี้  เครื่องจะไต่ระดับกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าขึ้นไป  จนกระทั่งค่า  Vของแบตเพิ่มสูงขึ้น  จนถึงค่า  Preset  หรือประมาณ  14.7  V  จากนั้นเครื่องจะเปลี่ยน  Step  การชาร์จในลำดับถัดไป

Step  4.  Absorption  Charge  ( High  Voltage  Stability )
เป็นการชาร์จที่ระดับ  Voltage  สูง  ( 14.7 V )  และที่กระแสสูง  ( Rated  Charging  Current ;  15A )  เพื่อทำให้แบตมีประจุไฟเต็มเร็วขึ้น ช่วงนี้ก็คล้าย ๆ  กับการบดอัดดินให้แน่น  หลังจากถมดินลงไปแล้วในขั้นที่  3

Step  5.  Test
เครื่องชาร์จ  จะหยุดชาร์จ  และลดระดับ  Surface  Voltage  ลงจนถึงค่า ๆ  หนึ่ง  จากนั้นก็ทำให้แบตลดค่า  Voltage ลงอีกจนถึงค่าประมาณ  13.7  V  แล้ว  เครื่องชาร์จ   จะเริ่ม  Charge  กระแสไฟเข้าไปอีกครั้งที่ประมาณ  15  A  (Rated)  แล้วค่อย ๆ  ลดค่ากระแสลงเรื่อย ๆแต่คงระดับ  Voltage  ที่  13.7  V

Step  6., 7.  Float  Charge  และ  Replenish  Charge  (การเติมเต็ม)

Step  8.  Maintenance  Charge  การชาร์จซ่อม
จะคล้าย ๆ  กับการ  Trickle  คือค่อย ๆ  เติมกระแสไฟเข้าไปจนเต็มเปี่ยม  ด้วยเทคนิคการยกระดับ  Voltage  ในแบบ  Jerk  หรือ  การกระตุกเป็นช่วง  ๆการ  Trickle  เปรียบเสมือน  การค่อย  ๆ  รินน้ำลงในขวดจนเต็ม  คือในช่วงแรก  เราอาจกรอกน้ำลงไปได้ทีละมาก ๆ  ( Bulk  Charge )  แต่พอน้ำใกล้เต็มขวด  เราต้องค่อย ๆ  รินเข้าไปทีละน้อย ๆ  น้ำจึงจะเต็มโดยสมบูรณ์แบบเครื่องชาร์จ จะทำการปล่อยคลื่นความถี่ระดับ  Ultrasonic  หรือความถี่เหนือเสียงที่มนุษย์ได้ยิน  (มากกว่า  20,000 Hz)  เข้าไปพร้อมกับการชาร์จ  เพื่อเข้าไปทำการสลายซัลเฟตที่เกาะกับแผ่นธาตูให้หลุดออกมา  แล้วละลายไปกับน้ำกรดในแบเตอร์รี่ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนการทำงานอันอัจฉริยะ  ควบคุมด้วย  Microprocessor

ข้อควรระวัง

ต้องทำการคีบแบตให้เรียบร้อยก่อน  เสียบปลั๊กไฟ  220 V  มิฉะนั้นเครื่องชาร์จอาจจะเสียหายได้
ระหว่างทำการชาร์จ  ห้ามยกปากคีบออกไปคีบแบตลูกอื่น  เพราะเครื่องชาร์จอาจจะเสียหาย  หากต้องการหยุดการทำงาน  ให้ถอดปลั๊กไฟ  220 VAC เมื่อทำการชาร์จเสร็จแล้วให้ถอดปลั๊กไฟก่อน  แล้วค่อยปลดปากคีบจากแบต โปรดทำตามขั้นตอนโดยเคร่งครัด
สำหรับแบตใหม่ หากสามารถทำการรีเจ็น อย่างน้อยปีละ 2-3ครั้งก็จะสามารถยืดอายุการใช้งานได้อีกเท่าตัว และยังช่วยให้ระบบสตาร์ท ระบบชาร์จ ทำงานได้ดี ไม่โทรมเร็ว

เครื่องนี้เหมาะสำหรับ
ผู้ที่ต้องการยืดอายุแบตให้ได้นานที่สุด
อู่ซ่อมรถยนต์
สนามกอล์ฟ
โรงงาน ที่ใช้รถฟอล์คลิฟต์
เต้นท์รถที่มีปัญหา แบตเตอร์รี่รถยนต์ใช้การไม่ได้
ผู้ที่รับงานการฟื้นฟู ยืดอายุแบต โดยเฉพาะรถ กอล์ฟ รถฟอล์คลิฟ ท ี่แบตเตอร์รี่มีราคาแพง

tieng71@gmail.com